BLOG

คนญี่ปุ่นเขาใช้เครื่องปรุงอะไรกัน เมื่อต้องการความเผ็ดที่เข้ากับอาหารญี่ปุ่น?

คนญี่ปุ่นเขาใช้เครื่องปรุงอะไรกัน เมื่อต้องการความเผ็ดที่เข้ากับอาหารญี่ปุ่น?

รสเผ็ดช่วยเพิ่มความอร่อยและการเจริญอาหารได้ แม้ไม่เผ็ดจัดจ้านเหมือนอาหารไทย แต่คนญี่ปุ่นก็มีเครื่องปรุงที่ช่วยเพิ่มความเผ็ดให้อาหารหลากหลายชนิด มารู้จักเครื่องปรุงที่ช่วยให้อาหารญี่ปุ่นเผ็ดอร่อยซึ่งช่วยให้เจริญอาหารกันนะคะ

พริกไทยขาว

คนญี่ปุ่นจะเลือกใช้พริกไทยขาวแทนพริกไทยดำในการปรุงอาหาร เนื่องจากพริกไทยขาวมีรสชาติที่หอมนุ่มละมุนและเผ็ดกว่าพริกไทยดำ โดยเมนูส่วนใหญ่ที่ใช้พริกไทยขาวได้แก่ น้ำซุปราเม็ง ข้าวผัด เมนูผัดผักและผัดเนื้อต่าง ๆ

ชิชิมิ โทการะชิ (Shichimi tougarashi)

ชิชิมิเป็นเครื่องปรุงที่มีส่วนผสมของเครื่องปรุง 7 อย่าง โดยเครื่องปรุงทั้งเจ็ดมีสัดส่วนและชนิดของเครื่องปรุงที่แตกต่างกันไปตามผู้ผลิต ได้แก่ พริกป่น (ส่วนผสมหลัก) ผิวส้มอบแห้ง งาดำ สาหร่าย เมล็ดกัญชง งาขาว พริกไทยญี่ปุ่น เมล็ดป๊อปปี้ และขิงบด คนญี่ปุ่นมีชิชิมิเป็นเครื่องปรุงติดครัวที่ใช้เติมแต่งรสชาติอาหารให้อร่อยและเพิ่มความอยากอาหาร โดยนำมาโรยบนอาหารหลากหลาย เช่น โซบะ อุด้ง ยากิโซบะ ดงบุริหรือข้าวหน้าต่าง ๆ ไก่ย่าง ผัดต้มผัก และเนื้อย่าง เป็นต้น

อิชิมิ โทการะชิ (Ichimi togarashi)

อิชิมิ โทการะชิ เป็นพริกป่นที่มีส่วนผสมของพริกแห้งเป็นหลัก แม้รสชาติจะไม่เผ็ดเหมือนพริกป่นของไทย แต่คนญี่ปุ่นก็นิยมใช้ในการเพิ่มรสชาติเผ็ดให้อาหาร เช่น ซุป ไก่ทอด ราเม็ง และเกี๊ยวซ่า เป็นต้น

ลายุ (La-Yu)

ลายุเป็นน้ำมันงาที่มีส่วนผสมของพริกป่น มีสีแดงเนื่องจากสีของพริกแดงซึมเข้าไปในน้ำมัน กลิ่นหอมของน้ำมันงาบวกกับรสเผ็ดจากพริกป่น ทำให้ลายุเป็นเครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานกับราเม็ง เกี๊ยวซ่า และติ่มซำ

พริกไทยญี่ปุ่นหรือซันโช (Sansho)

พริกไทยญี่ปุ่นมีรสชาติเผ็ดร้อนแสบลิ้นและมีกลิ่นหอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ คนญี่ปุ่นนำพริกไทยญี่ปุ่นสดมาปรุงอาหารหลากหลายชนิดรวมถึงเมนูซึคุดานิ ซึ่งเป็นการถนอมอาหารโดยการเคี่ยววัตถุดิบในส่วนผสมโชยุและมิริน อีกทั้งนำเมล็ดแห้งมาบดละเอียดจนกลายเป็นผงสีเขียวเข้มออกสีชา โดยทั่วไปคนญี่ปุ่นจะนำพริกไทยญี่ปุ่นมาโรยเมนูอาหารคาวที่ออกหวาน เช่น ปลาไหลย่างคาบายากิและดงบุริต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มความอร่อยของเมนูดังกล่าว

วาซาบิ (Wasabi)

 

คนญี่ปุ่นนำลำต้นของวาซาบิมาบดรับประทานกับซูชิ ซาชิมิ และโซบะ ความเผ็ดและกลิ่นฉุนของวาซาบิผสมกับความเค็มของโชยุจะช่วยทำให้เนื้อปลาดิบหวานอร่อยมากขึ้น ทั้งนี้ควรระวังไม่รับประทานในปริมาณที่มากเกินไปเพราะจะทำให้แสบร้อนขึ้นจมูก

ขิง

คนญี่ปุ่นนิยมนำขิงขูดมารับประทานกับอาหารที่ผ่านการแช่เย็น เช่น เต้าหู้เย็น ปลาดิบ สลัด และโซเม็ง เป็นต้น รสเผ็ดของขิงช่วยสร้างความสดชื่นได้ดีในยามหน้าร้อน นอกจากนี้ยังนำขิงมาปรุงกับอาหารหลากหลายเพื่อช่วยในการไหลเวียนเลือดที่ดีและเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกายในฤดูหนาว

เครื่องปรุงดังกล่าวเหล่านี้อาจวางขายในรูปแบบเดี่ยวหรือผสมกับผิวส้มยูซึหรือสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มความหอมไปพร้อมกับรสชาติเผ็ด สามารถหาซื้อเครื่องปรุงรสเผ็ดหลากหลายได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปในญี่ปุ่นหรือร้านขายของญี่ปุ่นในไทย    UFABET เว็บตรง

3 เมนูอาหารท้องถิ่น “ฮอกไกโด” ที่คุณต้องไปทานให้ได้!

3 เมนูอาหารท้องถิ่น “ฮอกไกโด” ที่คุณต้องไปทานให้ได้!

ตั้งแต่เหนือจดใต้ของประเทศญี่ปุ่นทั้ง 47 จังหวัด ต่างก็มีวัฒนธรรมด้านอาหารแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและประเพณีดั้งเดิมที่สืบต่อกันมา นอกจากเมนูอาหารญี่ปุ่นที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดีอย่าง ซาชิมิ, ซูชิ, ราเมง ฯลฯ ในแต่ละจังหวัดต่างก็มี “อาหารประจำท้องถิ่น” และ “อาหารขึ้นชื่อ” อีกมากมายที่คุณอาจยังไม่เคยรู้จัก ครั้งนี้เราจะเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับ 3 เมนูอาหารท้องถิ่นที่ต้องไปทานให้ได้สักครั้ง! ประเดิมสถานที่แรกกันที่ “ฮอกไกโด” เมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีแต่เมนูอาหารสดใหม่และอร่อย เตรียมกระดาษและปากกามาจดลิสเมนูอาหารไว้ให้พร้อม เพราะรับรองว่าข้อมูลที่เรานำมาฝากจะทำให้การเที่ยวฮอกไกโดในครั้งต่อไปของคุณสนุกขึ้นกว่าที่เคยแน่นอน!

เมนูอร่อยของฮอกไกโดมีอะไรบ้าง?

ฮอกไกโดเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ มีอากาศสดชื่นเย็นสบายในฤดูร้อน มีปรากฏการณ์ใบไม้เปลี่ยนสีให้ชื่นชมความงามในฤดูใบไม้ร่วง มีหิมะสีขาวปกคลุมในฤดูหนาว และยังเป็นขุมสมบัติแห่งวัตถุดิบอาหารที่อร่อยที่สุดอีกด้วย เมนูอาหารขึ้นชื่อของฮอกไกโดมีมากมายจนนับไม่ไหว แต่ในครั้งนี้เราจะเลือก 3 เมนูเด็ดที่คุณจะต้องลองทานได้ให้สักครั้งเมื่อไปฮอกไกโด

เนื้อย่างเจงกิสข่าน Soul food ของชาวฮอกไกโด

เนื้อย่างเจงกิสข่าน (Genghis Khan) เป็นเมนูอาหารท้องถิ่นที่สามารถหารับประทานได้ทั่วทั้งฮอกไกโด มักรับประทานโดยย่างเนื้อแกะ (Lamb) หรือเนื้อลูกแกะ (Mutton) ไว้ตรงกลางกระทะล้อมรอบด้วยผักหลากหลายชนิดคล้าย ๆ การทานหมูกระทะในบ้านเรา ไขมันจากเนื้อแกะจะไหลลงไปสู่ผักด้านล่างช่วยเพิ่มรสชาติให้ผักกลมกล่อมยิ่งขึ้นไปอีก ว่ากันว่า ชาวฮอกไกโดจะมีกระทะสำหรับย่างเจงกิสข่านติดไว้ทุกครัวเรือน และมักจะจัดปาร์ตี้เนื้อย่างเจงกิสข่านรับประทานกันที่บ้านเสมอ

หลายคนอาจกังวลว่าเนื้อแกะจะมีกลิ่นคาวหรือไม่? แต่รับรองเลยว่า คุณจะต้องตกตะลึงกับความอร่อยของเนื้อแกะที่ฮอกไกโด เพราะเนื้อแกะที่นี่มีรสสัมผัสที่นุ่มลิ้น มีความชุ่มฉ่ำ และไม่มีกลิ่นเหม็นคาวแน่นอน โดยชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักทานเนื้อย่างเจงกิสข่านคู่กับเบียร์เย็นสักแก้ว

ลิงก์ร้านเนื้อย่างเจงกิสข่านที่แนะนำ
“ร้าน Jingisukan Daruma Honten เมืองซัปโปโร (ภาษาญี่ปุ่น)
“ร้าน Sapporo Beer Garden” เมืองซัปโปโร (ภาษาไทย)
“ร้าน Matsuo Jingisukan” เมืองทากิกาวะ (ภาษาญี่ปุ่น)

โซเมงเส้นหมึก เมนูที่ทั้งสวยและอร่อย

ฮาโกดาเตะถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองแห่งหมึก” ที่นี่เราจะได้เห็นวิวสวย ๆ ที่เกิดจากแสงไฟบนเรือตกหมึกยามเย็น และน่าอิจฉามาก ๆ ที่ชาวฮอกไกโดจะเลือกทานแต่ปลาหมึกสดใหม่ที่เนื้อโปร่งใสเท่านั้น

ฉะนั้น ถ้าคุณอยากทานหมึกสดเนื้อโปร่งใสก็ต้องมาที่ฮาโกดาเตะ เพราะที่นี่มีเมนูขึ้นชื่ออย่าง “อิกะ โซเมง” (イカそうめん) หรือ โซเมงเส้นหมึก ใช้หมึกบินญี่ปุ่น หรือภาษาญี่ปุ่นคือ ซูรุเมะอิกะ (スルメイカ) มาหั่นเป็นเส้นเล็ก ๆ บาง ๆ เนื้อหมึกที่สดใหม่จะให้รสสัมผัสกรุบกรอบ ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งมีรสหวานของเนื้อหมึกสดกระจายไปทั่วปาก

คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับรสชาติของเมนูโซเมงเส้นหมึกที่ฮาโกดาเตะได้ตลอดทั้งปี เพราะในเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนจะเป็นฤดูกาลของหมึกซูรุเมะอิกะ ส่วนในเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคมจะเป็นฤดูกาลของหมึกยาริอิกะ (ヤリイカ) นอกจากนี้ หลาย ๆ แห่งที่เมืองฮาโกดาเตะยังมีบริการให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การตกหมึกที่บ่อเลี้ยง แล้วนำหมึกที่ได้มาทำเมนูโซเมงเส้นหมึกรับประทานได้อีกด้วย

ลิงก์ร้านโซเมงเส้นหมึกที่แนะนำ
“ตลาดเช้า Hakodate” ที่ฮาโกดาเตะ อาสะอิจิ  (ภาษาอังกฤษ)
“ตลาด Hakodate Jiyuu Ichiba” (ภาษาญี่ปุ่น)
“ตลาดเช้า Hakodate Asaichi Ekini Ichiba” (ภาษาญี่ปุ่น)

ข้าวหน้าหมูย่าง (บุตะ ดงบุริ) เสิร์ฟล้นจนปิดฝาไม่มิด

หลายคนน่าจะรู้จักเมนู “บุตะ ดงบุริ” หรือข้าวหน้าหมูย่างกันเป็นอย่างดี เพราะเมนูนี้เป็นอาหารพื้นฐานในครัวเรือนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถหาทานได้ง่าย ๆ ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

 

แต่ความพิเศษของเมนูข้าวหน้าหมูย่างที่เป็นอาหารท้องถิ่นจากโอะบิฮิโระ เมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองในการทำฟาร์มเลี้ยงหมูนั้น จะใช้เนื้อหมูสันนอกนุ่ม ๆ ย่างกับซอสรสเผ็ดหวานอันเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของข้าวหน้าหมูย่างเมืองโอะบิฮิโระ เสิร์ฟหมูย่างชุ่มซอสบนข้าวสวยร้อน ๆ จัดเรียงเนื้อหมูย่างราวกับเป็นดอกไม้กลีบใหญ่ด้วยปริมาณที่ล้นถ้วยจนปิดฝาไม่มิด

ว่ากันว่าที่เมืองโอะบิฮิโระมีร้านข้าวหน้าหมูย่างให้ทานมากกว่า 200 แห่ง จนนักท่องเที่ยวบางคนเดินทางมาที่นี่เพื่อทานแต่เมนูข้าวหน้าหมูย่างโดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละร้านก็จะมีเทคนิคการย่างเนื้อหมูและมีสูตรลับในการทำซอสรสเผ็ดหวานที่แตกต่างกันออกไป ใครที่เป็นสายชิมอาหารต้องไม่พลาด!

ลิงก์ร้านข้าวหน้าหมูย่างที่แนะนำ
“ร้าน Butaichi” สาขาโอะบิฮิโระ  (ภาษาญี่ปุ่น)
“ร้าน Hanatokachi”  (ภาษาญี่ปุ่น)
“ร้าน Ganso Butadon Panchou”  (ภาษาญี่ปุ่น)

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ “3 เมนูอาหารท้องถิ่นฮอกไกโดที่คุณต้องไปทานให้ได้!” ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าเพื่อน ๆ จะได้ข้อมูลอาหารท้องถิ่นของที่นี่ไปบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ มีเมนูไหนที่เพื่อน ๆ เคยทานมาแล้วบ้างเอ่ย? หรือ ถ้าหากใครยังไม่เคยไปเที่ยวฮอกไกโดเลยก็อย่าลืมจดลิสต์ทั้ง 3 เมนูเอาไว้เลย รับรองว่าอร่อยคุ้มค่าอย่างแน่นอน!    สล็อตเว็บตรง

ผักจิ๋วแต่คุณค่าทางอาหารยกกำลังที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้รับประทานเป็นประจำ

ผักจิ๋วแต่คุณค่าทางอาหารยกกำลังที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้รับประทานเป็นประจำ

คนญี่ปุ่นมักจะมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพื่อให้แข็งแรงและแลดูอ่อนวัยอยู่เสมอ หนึ่งในเคล็ดลับที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรักสุขภาพก็คือ ผักจิ๋วหลายชนิด มารู้จักผักจิ๋วที่คนญี่ปุ่นแนะนำว่าควรรับประทานเป็นประจำเพื่อคงความแข็งแรงและความอ่อนเยาว์ของร่างกายกันนะคะ

มะเขือเทศราชินีหรือมะเขือเทศเชอร์รี่  (ミニトマト)

แม้จะมีผลเล็กจิ๋วแต่มะเขือเทศเชอร์รี่มีคุณค่าสารอาหารมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ โดยมีวิตามินบี วิตามินซี และโพแทสเซียมสูงกว่ามะเขือเทศผลใหญ่ 1-2 เท่า มีไลโคปีนสูงกว่าประมาณ 3 เท่า และมีสารเอสคิวลีโอไซด์ เอ (Esculeoside A) สูงกว่าประมาณ 3-5 เท่า ซึ่งสารเอสคิวลีโอไซด์ เอ นี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าไลโคปีน ช่วยลดความรุนแรงของภาวะหมดประจำเดือน ป้องกันโรคภูมิแพ้ โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ เป็นต้น การรับประทานมะเขือเทศเชอร์รี่เพียงวันละ 3 ผลจะทำให้ร่างกายรับสารต่างๆ ที่มีคุณค่าต่อความงามและช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ดี

ต้นอ่อนหัวไชเท้า (かいわれ大根)

ต้นอ่อนหัวไชเท้าอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ ได้แก่ วิตามินเค วิตามินซี กรดโฟลิก วิตามินอี บีต้า แคโรทีน ซึ่งช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและมีผิวพรรณดี ไอโซไธโอไซยาเนต (Isothiocyanate) ซึ่งเป็นสารที่ให้รสเผ็ด สารชนิดนี้จะช่วยทำให้ตับแข็งแรง ส่งผลในการทำให้ร่างกายแข็งแรงและป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงมะเร็ง ได้ เมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยทำให้นอนหลับสนิท ช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับเซลล์ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สามารถยับยั้งและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ได้ นอกจากนี้ต้นอ่อนหัวไชเท้ายังอุดมไปด้วยเอนไซม์ไดแอสเตส (Diastase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายอาหารประเภทแป้ง ส่งผลในการป้องกันการปวดท้องจากอาหารไม่ย่อย เป็นต้น

ต้นอ่อนหัวไชเท้า 100 กรัมให้พลังงานพียง 21 กิโลแคลอรี่ การนำมารับประทานสดจะทำให้ได้รับคุณค่าสารอาหารจากต้นอ่อนหัวไชเท้าได้อย่างเต็มที่

กะหล่ำดาว (芽キャベツ)

กะหล่ำดาวเป็นผักที่มีลักษณะคล้ายกะหล่ำปลีแต่มีขนาดเล็ก และมีวิตามินซีสูงกว่ากะหล่ำปลีธรรมดาถึง 4 เท่า การรับประทานกะหล่ำดาวต้มเพียง 5-6 หัว หรือประมาณ 100 กรัมก็ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินซีที่เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวันแล้ว นอกจากนี้กะหล่ำดาวยังอุดมไปด้วยวิตามินยู ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาแผลที่เกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุของกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น อีกทั้งกะหล่ำดาวยังอุดมไปด้วยวิตามินเค ซึ่งช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ดี

 

วิธีนำกะหล่ำดาวมารับประทานเพื่อคงความอร่อยและคุณค่าสารอาหารไว้คือ การลอกใบชั้นนอกออก 1-2 ใบ แล้วนำมาต้มในน้ำเดือดที่เติมเกลือเล็กน้อยเป็นเวลา 1 นาทีครึ่ง ถึง 3 นาที และวางไว้ให้เย็นโดยไม่แช่น้ำ หากนำกะหล่ำดาวมาปรุงเป็นเมนูประเภทซุปก็ควรรับประทานน้ำซุปให้หมดด้วย เพราะสารอาหารต่างๆ จากผักชนิดนี้จะละลายลงสู่น้ำซุป

ได้เห็นประโยชน์และคุณค่าอาหารของผักเหล่านี้ก็ทำให้นึกถึงพริกขี้หนูที่จิ๋วแต่สรรพคุณไม่จิ๋วเหมือนกัน เพื่อสุขภาพที่ดีลองหาผักดังกล่าวมาติดครัวไว้ดูนะคะ  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

”คิบิดังโงะ (黍団子)” หรือ “คิบิดังโงะ (吉備団子)” เรื่องของขนมที่ถูกเอามาโยงกับนิทานเรื่องโมโมทาโร่

”คิบิดังโงะ (黍団子)” หรือ “คิบิดังโงะ (吉備団子)” เรื่องของขนมที่ถูกเอามาโยงกับนิทานเรื่องโมโมทาโร่

จากที่คราวที่แล้วได้พูดถึงขนมดังโงะไป พอดีมานึกถึงคำว่า “คิบิดังโงะ” ของกินที่ปรากฏในนิทานเรื่องโมโมทาโร่ ก็เลยอยากจะพูดถึงคำว่า “คิบิดังโงะ” ที่เขียนได้เป็นสองอย่าง ซึ่งเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดังนี้ครับ

คิบิดังโงะ (黍団子)

อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนแล้วว่าคนสมัยโบราณนั้น ธัญพืชอะไรที่เอามาหุงกินเป็นเมล็ด (อย่างข้าวเจ้า) ไม่ได้ เขาก็เอามาบดเป็นแป้ง ใส่น้ำ นวดๆ แล้วไปนึ่งไปต้มให้มันคงรูปเอามากินได้ นั่นคือ “ดังโงะ” ยุคโบราณจริงๆ ที่คนแต่ก่อนเขาเอามากินเป็นอาหารต่างข้าว (ก่อนจะคลี่คลายกลายเป็นขนมเซ่นไหว้จนถึงขนมกินเล่น) “คิบิดังโงะ” แปลตรงตัวก็คือดังโงะที่ทำจากคิบิ (黍 ข้าวฟ่างไม้กวาด) ซึ่งเชื่อกันว่ามีของกินตัวนี้มาแต่ศตวรรษที่ 15 หรือเก่าแก่กว่านั้น ดังปรากฏคำว่า “คิบิดังโงะ” (黍團子) ในหนังสือ “ยามะชินะเคะไรกิ” (山科家礼記)

คิบิดังโงะ (吉備団子)

ถ้าแปลตรงตัวก็อาจแปลได้ว่าคือ “ดังโงะของแคว้นคิบิ” (吉備国 อยู่ในพื้นที่จังหวัดโอคายามะในปัจจุบัน) ซึ่งมีเรื่องเล่าโยงไปถึงศาลเจ้าคิบิทสึ (吉備津神社) ว่าสมัยก่อนนั้นเป็นขนมแจกเลี้ยงคนมาไหว้ศาลเจ้า แต่ก็มีเอกสารบางอันบอกว่าคิบิดังโงะนั้นเป็น “ของขาย” ที่ศาลเจ้า “คิบิดังโงะ” ของจังหวัดโอคายามะสมัยนี้ทำจากแป้งข้าวเหนียวใส่น้ำตาลแล้วทำขึ้นรูปเป็นทรงกลมๆ แบนๆ คล้ายหมากล้อม อาจมีใส่แป้งข้าวฟ่างบ้างหรือไม่ใส่ก็ได้

 

แล้ว “คิบิดังโงะ” ในเรื่องโมโมทาโร่ล่ะ?

ในนิทานเรื่องโมโมทาโร่นั้น โมโมทาโร่ได้เอา “คิบิดังโงะ”ให้สุนัข ไก่ฟ้า และลิงได้กินแล้วได้พวกนี้มาเป็นเพื่อน ในยุคเมจิก็มีผู้ผลิตขนมหัวใสทำการตลาดด้วยการเอานิทานโมโมทาโร่มาโยงเพื่อขายคิบิดังโงะมาแล้ว แต่ว่ามีข้อพิจารณาว่าจนถึงศักราชเก็นโรคุ (元禄 คือปี พ.ศ. 2231 ถึง 2247) ดังโงะในนิทานเรื่องโมโมทาโร่นั้นไม่ใช่ “คิบิดังโงะ” แต่เป็นขนมจำพวก “โทดังโงะ” (十団子 คือขนมดังโงะร้อยเชือก)

Momotaro Hasegawa cover 1886
ภาพโมโมทาโร่เอาคิบิดังโงะให้สุนัข

อ้าวแล้วมันเปลี่ยนมาเป็น “คิบิดังโงะ”ได้ยังไง? บอกตรงๆ ผู้เขียนก็ ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่ที่แน่ๆ คำว่า คิบิดังโงะ ที่เป็นขนมของแคว้นคิบิ ถูกเอาไปโยงกับคำว่าคิบิดังโงะที่หมายถึงดังโงะแป้งข้าวฟ่าง แล้วก็เอาไปโยงกับโมโมทาโร่ สร้างจุดขายทางการตลาดไปเรียบร้อยแล้วในฐานะ “ของดีจังหวัดโอคายามะ”

 

บอกตรงๆ ว่างงเหลือหลาย ขอจบดื้อๆ เท่านี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

4 ร้านอาหารขุมทรัพย์ของอร่อยบนเกาะซาโดะ จ.นีงาตะ!

4 ร้านอาหารขุมทรัพย์ของอร่อยบนเกาะซาโดะ จ.นีงาตะ!

เกาะซาโดะ ถือเป็นเกาะย่อยที่ใหญ่ที่สุดเกาะหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งถ้าพูดถึงเกาะซาโดะหลายคนคงนึกถึงข้าว เพราะเกาะนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดนีงาตะที่มีชื่อเสียงเรื่องข้าวที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่นนั่นเอง! นอกจากนี้ยังเป็นเกาะที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทำให้เกาะนี้มีอาหารทะเลหรือผักและผลไม้ที่สดอร่อยอยู่เสมอ ถ้าคุณมีโอกาสไปเที่ยวนีงาตะและเยี่ยมเกาะซาโดะล่ะก็ นี่คือ 4 ร้านอาหารแหล่งขุมทรัพย์ของอร่อยที่ห้ามพลาด!

1. Ishihara Sushi (いしはら寿し)

 

ร้าน Ishihara Sushi เป็นร้านซูชิบรรยากาศสบายๆ ที่มีมากว่า 50 ปีซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือเรียวสึ (Ryotsu) ที่มีตลาดปลา แต่นอกจากโลเคชั่นที่ใกล้ตลาดปลาแล้ว อีกเคล็ดลับเบื้องหลังเนื้อปลาสดอร่อยในร้านคือการที่เจ้าของร้านมีเครือญาติเป็นบริษัทประมงส่วนใหญ่บนเกาะซาโดะ ทำให้ร้านนี้มีปลาตัวใหญ่สดอร่อยในแบบที่หาไม่ได้ในร้านอื่น ไม่เพียงเท่านั้น เมนูอาหารกลางวันอย่างซูชิต้นตำรับก็มีราคาเริ่มต้นที่ 990 เยนเท่านั้น ความอร่อยในราคาที่เอื้อมถึงนี่เองที่ทำให้ที่นี่มีลูกค้าประจำหลายคน

เมนูแนะนำ: Omakase Nigiri และสลัดตับปลาคาวาฮากิ

 

“Omakase Nigiri” (おまかせにぎり) เป็นเมนูรวมซูชิหน้าปลาดิบ กุ้ง และเนื้อสัตว์ทะเลอื่นๆ ตามฤดูกาลของเกาะซาโดะ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มักจะสั่งเป็นเซ็ต 10 ชิ้น โดยเราสามารถเลือกหน้าซูชิตามที่ตัวเองต้องการได้เลย รสอุมามิของเนื้อปลาและกุ้งที่ผ่านการปล่อยทิ้งไว้ให้อิ่มตัวนั้น จะตัดกับรสเปรี้ยวหวานของข้าวซูชิสูตรเฉพาะของร้านได้อย่างลงตัว เป็นเมนูที่ทุกคนต้องลองอย่างแท้จริง

อีกเมนูที่สายดื่มจะชอบกันคือ “สลัดตับปลาคาวาฮากิ” (カワハギの肝あえ) ซึ่งเป็นเมนูที่นำเนื้อกับตับของปลาคาวาฮากิ (カワハギ, ปลาหน้าวัว) มาคลุกเคล้ากับสาหร่ายและวาซาบิให้เข้ากัน โดยสลัดตับปลาคาวาฮากิเป็นอาหารที่หาชิมได้เฉพาะในร้านอาหารหรูเท่านั้น ถือเป็นเมนูที่จับคู่กับสาเกได้ดีเยี่ยมชนิดที่ถ้าชิมแล้วจะหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว

Ishihara Sushi (いしはら寿し)
ที่ตั้ง: 192-2 Ryotsuebisu, Sado, Niigata
เบอร์โทร: 0259-27-2658
เวลาทำการ: 11:00-14:00 น.,17:00-23:00 น.
ร้านหยุดทุกวันอังคาร

2. Shikisaikappou Den (しきさいかっぽう でん)

Shikisaikappou Den เป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูที่ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างพิถีพิถัน โดยเจ้าของร้านที่มีพื้นเพเป็นคนเกาะซาโดะนั้น ได้นำทักษะที่ได้จากการทำงานในร้านโซบะ ร้านอาหารญี่ปุ่น และร้านอาหารอิตาเลี่ยนในโตเกียวมาใช้ในการปรุง จุดเด่นสำคัญของร้านคือการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล ทำให้เมนูอาหารของร้านจะเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงของปี ดังนั้นมาที่นี่แต่ละครั้ง เราจะได้อร่อยกับอาหารที่ไม่ซ้ำกันเลย!

เมนูแนะนำ: ซาชิมิ, ชีสนมซาโดะและสลัดลูกพลับแห้ง

 

เมนูยอดฮิตของร้านต้องยกให้ซาชิมิที่รวมเนื้อปลากว่า 10 ชนิดที่ดีที่สุดในแต่ละฤดูกาลของเกาะซาโดะมาไว้ในจานเดียว ทำให้ซาชิมิจานนี้เป็นจานที่ให้คุณสัมผัสถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในซาโดะได้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า นอกจากรสชาติของเนื้อปลาแล้ว คนส่วนใหญ่ที่สั่งเมนูนี้ต้องประทับใจในภาชนะจานเพ้นท์ลายสะดุดตาที่ช่วยสร้างสีสันให้กับมื้ออาหารด้วย

นอกจากเมนูซาชิมิแล้ว เมนูแนะนำของทางร้านที่พลาดไม่ได้เลยก็คือชีสนมซาโดะกับสลัดลูกพลับแห้ง เมนูนี้ใช้ลูกพลับตากแห้งและชีสเป็นส่วนผสมหลัก โดยละลายและผสมมอสซาเรลล่าชีสและครีมชีสเข้าด้วยกันเพื่อให้เข้ากับความหวานของลูกพลับแห้งโฮมเมดของทางร้านที่เข้มข้น

 

Shikisaikappou Den (しきさいかっぽう でん)
ที่ตั้ง: 126-5 Hatano, Sado, Niigata
เบอร์โทร: 0259-67-7161
เวลาทำการ: 17:00-22:30 น. (21:30 น.)
มื้อกลางวันเฉพาะวันธรรมดา: 11: 30-13: 30
ร้านหยุดทุกวันอาทิตย์

3. Obata Sake Brewery (尾畑酒造)

ในบรรดาโรงหมักสาเกทั้ง 5 แห่งของเกาะซาโดะนั้น โรงหมักสาเกโอบาตะเป็นแหล่งผลิตสุราที่มีชื่อเสียงระดับโลก และส่งสาเกไว้บริการบนเครื่องบินชั้นหนึ่งของสายการบิน Air France อีกด้วย นอกจากผลงานเหล่านี้แล้ว โรงหมักสาเกโอบาตะยังคงพัฒนาการผลิตสาเกแบบใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น เช่น การผลิตสาเกที่จับคู่กับปลาและผักของซาโดะ และการใช้ข้าวที่ปลูกในนาขั้นบันไดโชริวของหมู่บ้านอิวาคุบิในเมืองซาโดะมาใช้ทำสาเก เป็นต้น โดยสาเกของโรงหมักแห่งนี้ใช้พลังธรรมชาติจากโซลาร์เซลล์ในการผลิต

แต่นอกจากตัวโรงหมักแล้ว สถานที่ที่เป็นแลนด์มาร์กของโรงหมักสาเกโอบาตะคือโกดังโรงเรียนโอบาตะบนเนินเขานิชิมิคาวะ (Nishimikawa) ที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้เป็นโรงหมักสาเกแทน โดยโกดังโรงเรียนนี้เดิมเป็นโรงเรียนประถมที่ปิดกิจการแล้ว ด้วยทำเลที่มองเห็นอ่าวมาโนะ (Mano) ได้ ทำให้โรงเรียนเคยเป็น “โรงเรียนประถมที่มีพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น”

สำหรับใครที่อยากลองทำสาเกดูสักครั้ง ที่นี่มี “คอร์สทำสาเก” ที่ให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้เรื่องราวของสาเกและสัมผัสกับบรรยากาศของชุมชนเกาะซาโดะตลอด 1 สัปดาห์ แต่สำหรับใครที่ไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ที่นี่ก็มี “คอร์สชิมสาเก”  ให้เราได้ลองชิมสาเกหลายชนิดเพื่อสัมผัสกับรสชาติที่แตกต่าง โดยคอร์สนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

 

โรงหมักสาเกโอบาตะ (Obata Sake Brewery)
ที่ตั้ง: 449 Manoshinmachi, Sado, Niigata
เบอร์โทร: 0259-55-3171
เวลาทำการ: 9:00-16: 00
ร้านเปิดทุกวัน

โกดังโรงเรียนโอบาตะ (Gakkogura Obata Shuzo)
ที่ตั้ง: 1871 Nishimikawa, Sado, Niigata

4. Soba Mozemu (そば もぜむ)

 

 

Soba Mozemu เป็นร้านที่ให้คนรักเส้นได้อร่อยกับโซบะไคเซกิ (Soba kaiseki) (ไคเซกิ: ชุดอาหารคอร์สสไตล์ญี่ปุ่น) ในบรรยากาศบ้านชนบทแสนอบอุ่น เพียงแค่คุณเปิดประตูร้านเข้าไป ก็จะได้กลิ่นหอมของน้ำซุปและดอกไม้ป่าโชยออกมาต้อนรับที่หน้าประตูกันเลยทีเดียว

คุณคาซึโอะ ไซโตะ (Kazuo Saito) ผู้เป็นเจ้าของร้านนั้นมีประสบการณ์ทำงานในร้านโซบะที่โตเกียว รวมถึงร้านอาหารญี่ปุ่น และร้านอาหารอิตาเลียนที่อยู่ในย่านโอคุซาวะ (Okusawa) และ ย่านอาซาบุจูบัน (Azabujuban) ในโตเกียวเป็นต้น โดยเขาได้นักประสบการณ์ที่สั่งสมทั้งหมดมาเปิดร้านที่บ้านเกิดบนเกาะซาโดะเแห่งนี้ โดยเขาได้ทดลองอาหารแนวใหม่ที่อิงมาจากปลาและผักตามฤดูกาลที่มีเฉพาะบนเกาะซาโดะ จนออกมาเป็นเมนูใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใคร เช่น การเน้นใช้ดอกหญ้าและลูกไม้ที่เติบโตตามธรรมชาติบนภูเขาเป็นส่วนประกอบเป็นต้น

 

เมนูแนะนำ: ปลากะพงแดงนึ่งและริซอตโต้เมล็ดบักวีต, มูสแยมบลูเบอร์รี่ญี่ปุ่น

เมนูปลากะพงแดงนึ่งและริซอตโต้เมล็ดบักวีตเป็นเมนูที่จับคู่ปลากะพงแดงที่นึ่งสาเกน้ำส้มสายชูหมักผลอะเคบิ (Chocolate vine) กับริซอตโต้บักวีตที่ปรุงด้วยพริกไทยเนปาลซึ่งเข้าได้กันอย่างลงตัว ปิดท้ายด้วยผักใบเขียวรสขมอ่อนๆ ที่ทำให้รสชาติเข้มข้นมากขึ้น

 

หลังจากกินของคาวกันแล้วก็ต้องกินของหวานตบท้ายกันสักหน่อย มูสแยมบลูเบอร์รี่ญี่ปุ่นนี้จับคู่มูสที่ทำจากน้ำตาลทรายแดงของเกาะอิเอะ จังหวัดโอกินาว่า ที่ขึ้นชื่อในฐานะแหล่งผลิตน้ำตาลทรายแดงอันดับต้นๆ ของประเทศ กวนกับเหล้ารัมให้เข้าที่และโปะหน้าด้วยแยมบลูเบอร์รี่ญี่ปุ่น (Natsuhaze)  สูตรโฮมเมดของร้าน เป็นของหวานที่ใครไม่ได้ลองคือพลาด

Soba Mozemu (そば もぜむ)
ที่ตั้ง: 163-1 Niibotanosawa, Sado,Niigata
เบอร์โทร: 0259-67-7972
เวลาทำการ: 11: 30-14: 00, 17: 00-22: 00
ร้านหยุดทุกวันอาทิตย์
*โซบะไคเซกิเป็นเมนูที่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น


และทั้งหมดนี้คือ 4 ร้านอาหารที่ห้ามพลาดบนเกาะซาโดะ ถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดนีงาตะ ลองแวะมาชิมของดีหายาก พร้อมลองกิจกรรมสนุกๆ บนเกาะซาโดะกันดูนะคะ รับรองว่าถ้าได้มาเที่ยวสักครั้ง จะติดใจจนอยากกลับมาอีกกันแน่นอน    สล็อตเว็บตรง

มาดู! วัตถุดิบที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับการทำเบนโตะในฤดูร้อน

มาดู! วัตถุดิบที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับการทำเบนโตะในฤดูร้อน

เบนโตะ หรือ ข้าวกล่องแบบญี่ปุ่น ถือเป็นไอเทมยอดฮิตที่คนญี่ปุ่นนิยมพกไปทานกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แถมยังสามารถตกแต่งให้สวยงามได้หลายรูปแบบ แต่ในฤดูร้อนที่อากาศร้อนมาก เบนโตะ ที่ทำไว้ตั้งแต่เช้าก็อาจจะทำให้เกิด อาหารเป็นพิษ การทำเบนโตะในช่วงที่อากาศร้อน มีเรื่องอะไรที่ต้องระวังบ้าง วัตถุดิบแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง ใครที่อยากทำเบนโตะแบบคนญี่ปุ่นแต่ก็กังวลเรื่อง อาหารเป็นพิษ ไปดูกันได้เลย~

ทบทวนพื้นฐานของสุขอนามัยในเบนโตะ

หลายคนคิดว่าอาหารเป็นพิษมักเกิดขึ้นในร้านค้าหรือโรงอาหารสาธารณะต่าง ๆ แต่ความจริงแล้ว เปอร์เซ็นต์ของการเกิดอาหารเป็นพิษที่สูงที่สุดนั้นเกิดจากภายในบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อน อุณหภูมิสูง และมีความชื้นมาก การทำข้าวกล่องเบนโตะ แน่นอนว่าจะยังไม่ได้ทานทันทีหลังจากทำเสร็จ จึงอาจเกิดแบคทีเรียทำให้อาหารเป็นพิษได้หากไม่ระวัง เรามาทบทวนกฎพื้นฐานสำหรับการป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษกันก่อนค่ะ

ทำเบนโตะ

1. ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย

สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าให้มีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ทำอาหาร ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนทำอาหาร ไม่หั่นผักด้วยเขียงหรือมีดที่ใช้หั่นเนื้อสัตว์ และไม่จับอาหารที่ปรุงแล้วด้วยมือเปล่า โดยเฉพาะเวลาตกแต่งเบนโตะ ต้องระวังให้มาก เวลาที่รีบ ๆ ก็อาจจะเผลอใช้มือจับก็เป็นได้

2. ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ส่วนใหญ่แล้วแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษจะหมดฤทธิ์ได้ด้วยความร้อน 75°C เป็นเวลา 1 นาที แต่หากไม่สามารถวัดอุณหภูมิได้ จะต้องพยายามให้ความร้อนมากกว่าปกติ อย่างเนื้อสัตว์ แน่นอนว่าก็ต้องนำไปผ่านความร้อนจนสุกอยู่แล้วเป็นธรรมดา แต่สำหรับไข่ลวกหรือไข่ยางมะตูมเยิ้ม ๆ อาจมีเชื้อซัลโมเนลลาซึ่งเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษได้ ดังนั้นก่อนจะใส่ลงไปในเบนโตะจึงต้องต้มให้สุกทั่วทั้งฟอง

3. ป้องกันการเติบโตของแบคทีเรีย

แบคทีเรียชอบสภาพแวดล้อมที่ชื้นและอบอุ่น ดังนั้นจึงต้องไม่ทำให้อาหารของเราชื้นและอุ่น หลีกเลี่ยงกับข้าวหรือเครื่องเคียงที่มีน้ำและรอให้อาหารเย็นลงก่อนจึงค่อยนำใส่กล่อง หรือจะใช้ถุงเย็นมาช่วยเพื่อไม่ให้อุณหภูมิสูงขึ้นระหว่างวันก็ได้ ของหวานหรือผลไม้ที่มีน้ำก็ควรแยกกล่องกับอาหาร ไม่ใส่รวมกล่องกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความชื้น

ต่อไปเรามาดูกันว่าวัตถุดิบประเภทใดบ้างที่ไม่ควรนำมาใส่เบนโตะในช่วงที่อากาศร้อน

มะเขือเทศติดกลีบ , มะเขือเทศหั่น

 

มะเขือเทศราชินีลูกเล็กน่ารักขนาดพอเหมาะจะใส่เบนโตะแถมยังมีสีแดงสดใสกับกลีบสีเขียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ควรใส่มะเขือเทศโดยที่ไม่เอากลีบออก แม้ว่าจะล้างน้ำแล้วแต่แบคทีเรียก็อาจยังเกาะติดอยู่ตามซอกกลีบ และทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ จึงควรเด็ดกลีบออกเสียก่อน อีกทั้ง หากเราหั่นมะเขือเทศ จะทำให้มีน้ำไหลออกมามากจนเกิดความชื้นได้ ควรใส่ลงไปทั้งลูกโดยไม่ต้องหั่น

ผักกาดแบ่งช่องอาหาร

 

การใช้ผักสดมาห่ออาหารหรือใช้แบ่งช่องในกล่อง เมื่อเวลาผ่านไป น้ำจากอาหารจะไหลออกมาทำให้เฉอะแฉะ เรามักจะเห็นภาพเบนโตะที่ใช้ผักใบเขียวต่าง ๆ มาห่อหรือแบ่งช่องในกล่อง แต่นั่นเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่แบคทีเรียสามารถเติบโตได้ง่าย จึงควรใช้ถ้วยซิลิโคนหรือฉากกั้นเล็ก ๆ สำหรับเบนโตะจะดีกว่า

เนื้อสัตว์แปรรูปแช่เย็นแบบไม่ผ่านความร้อน

 

แตงกวากับชิคุวะถือว่าเป็นวัตถุดิบมาตรฐานสำหรับการทำเบนโตะ แต่ในช่วงที่อากาศร้อน แตงกวาก็ถือเป็นผักสดต้องห้ามเหมือนกับผักกาดด้วยเหตุผลเรื่องความชื้น ส่วนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาอย่างคามาโบโกะ ฮันเปน รวมถึงชิกุวะ ก็ต้องนำมาผ่านความร้อนอย่างทั่วถึงก่อน เช่น การย่าง นึ่ง หรือทอด ยิ่งในช่วงภาวะโรคระบาดแบบนี้ ทุกอย่างควรผ่านความร้อนก่อนจะดีที่สุด

กับข้าวโปะบนข้าว , อาหารประเภทต้ม

 

 

เบนโตะแบบที่นำกับข้าวโปะลงไปบนข้าว รวมถึงการใส่อาหารประเภทต้มโดยไม่ได้แบ่งช่องให้แยกกัน ก็ต้องระวังในช่วงอากาศร้อน เพราะหากกับข้าวหลายชนิดมาปะปนกัน แบคทีเรียจะเติบโตได้ง่าย ยิ่งโปะไปบนข้าวก็ยิ่งมีแต่ความชื้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการวางกับข้าวรวมกันโดยไม่แบ่งช่อง รวมถึงต้องแยกข้าวและกับข้าวแต่ละอย่างออกจากกัน แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ให้หลีกเลี่ยงการทำอาหารที่มีน้ำเยอะอย่างประเภทต้ม ตุ๋นต่าง ๆ ใช้การทอดหรือย่างจะเวิร์คกว่า

มายองเนส

 

มายองเนสที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ หลายคนนิยมใส่ในสลัดมันฝรั่งหรือสลัดมักกะโรนี แต่หากดูจากบรรจุภัณฑ์จะเห็นว่ามายองเนสควรแช่ตู้เย็นหลังจากเปิด นั่นหมายความว่าหากใส่ลงเบนโตะในวันที่อากาศร้อน ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งนอกจากสลัดแล้วยังรวมถึงแซนด์วิชไส้ต่าง ๆ ที่ใส่มายองเนส อร่อยก็จริงแต่ก็ไม่ถูกสุขลักษณะเท่าที่ควร จึงต้องระวังให้ดี

เมืองไทยอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี หากใครที่ต้องการทำเบนโตะทานเองแบบคนญี่ปุ่นก็ต้องระวังเรื่องวัตถุดิบและการจัดเก็บให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดอาหารเป็นพิษนะคะ ^^          สล็อตเว็บตรง

ชมวิวภูเขาฤดูหนาวที่ “ระเบียงต้นเกล็ดหิมะ” ระยิบระยับตระการตาด้วยไฟประดับสุดงดงาม

ชมวิวภูเขาฤดูหนาวที่ “ระเบียงต้นเกล็ดหิมะ” ระยิบระยับตระการตาด้วยไฟประดับสุดงดงาม

แพลนเที่ยวยามค่ำคืนที่คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับ “Frost Tree” ต้นไม้ที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งราว 2-10 องศาเซลเซียส ชมไฟประดับ 360 องศารอบตัวบนระเบียงลอยฟ้า (Cloud Walk) ที่ Terrace of Frost Tree – 霧氷テラス และจิบเครื่องดื่มร้อน ๆ คลายหนาวไปพลาง

■Terrace of Frost Tree  (Light up)
ระยะเวลา: 1 – 25 ธ.ค. 2018
*กระเช้ากอนโดล่าอาจปิดให้บริการตามสภาพอากาศ
เวลา: 16:30 – 18:00 (ขึ้นกระเช้ารอบสุดท้าย),18:30 (ลงจากกระเช้ารอบสุดท้าย)
ค่ากระเช้าไปกลับ: ผู้ใหญ่ 2,200 เยน, เด็กชั้นประถม 1,300 เยน
*ฟรีสำหรับผู้เข้าพักที่ The Tower และ Rosonare Tomamu
รองรับทั้งแขกผู้เข้าพักและผู้ที่ไม่ได้ค้างคืน
ไม่สามารถจองล่วงหน้าได้

รายล้อมด้วยเกล็ดน้ำแข็งระยิบระยิบ 360 องศา

ตั้งแต่ฤดูหนาวปีนี้ จะมีการติดไฟประดับที่ Cloud Walk รวมถึงทางเดินไปยัง Cloud Walk ด้วย คุณสามารถเดินท่ามกลางต้นไม้เกล็ดน้ำแข็งและเพลิดเพลินไปกับเกล็ดน้ำแข็งที่รายล้อมรอบตัว 360 องศา น้ำแข็งระยิบระยับที่ส่องสะท้อนแสงไฟสามารถชมได้ในเวลากลางคืนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโอกาสที่จะได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไอน้ำแข็งตัวกลางอากาศ หรือที่เรียกว่า Diamond Dust อีกด้วย ซึ่งคุณสามารถนั่งกระเช้าไปกลับถึง Terrace of Frost Tree ได้ในเวลาเพียง 13 นาที จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเที่ยวชมวิวในเวลากลางคืน

อบอุ่นร่างกายด้วย “Frost Hot Campari” พร้อมชื่นชมความงามของเกล็ดน้ำแข็ง

ที่ Terrace of Frost Tree มีบริการเครื่องดื่มออริจินัล “Frost Hot Campari” ด้วย เครื่องดื่มนี้ผสมน้ำส้มลงใน Campari เพื่อให้ได้กลิ่นหอมโดดเด่นเมื่อนำไปอุ่น ช่วยให้คุณดื่มด่ำและเพลิดเพลินไปกับวิวภูเขาฤดูหนาวที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งได้ น้ำตาลที่เคลือบขอบแก้วทำตามแบบเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะต้นไม้ ประดับด้วยส้มหั่นฝานที่ก็โรยด้วยเกล็ดน้ำตาลเช่นกัน

ราคา: Frost Hot Campari 800 เยน Hot Drink 500 เยน~ (รวมภาษีแล้ว)
*ออเดอร์สุดท้ายเวลา 18:15

เพลิดเพลินไปกับระเบียงต้นเกล็ดหิมะในช่วงกลางวัน

ในเวลากลางวัน วิวทิวทัศน์ของโทมามุที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งในฤดูหนาว แต่งแต้มด้วยท้องฟ้าสีครามและภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะในวันฟ้าใสและวิวของต้นไม้เกล็ดน้ำแข็งสวยงามสุดลูกหูลูกตา โดยจะมีโอกาสได้เห็นต้นไม้เกล็ดน้ำแข็งประมาณ 58%* ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เล่นสกีและสโนว์บอร์ด หรือผู้ที่ไม่ได้เล่นก็สามารถเดินเล่นเตร็เตร่ไปบนภูเขาหิมะด้วยกันได้ที่นี่

*ค่าเฉลี่ยการเกิดปรากฏการณ์ต้นไม้เกล็ดน้ำแข็งโดย Terrace of Frost Tree ปี 2018

■Terrace of Frost Tree: 霧氷テラス (เปิดบริการช่วงกลางวัน)
ระยะเวลา: 1 ธ.ค. 2018 – 1 เม.ย. 2019
*กระเช้ากอนโดล่าอาจปิดให้บริการตามสภาพอากาศ
เวลาทำการ: 8:00 – 15:00 (ขึ้นกระเช้ารอบสุดท้าย), 15:30 (ลงจากกระเช้ารอบสุดท้าย)
ค่ากระเช้าไปกลับ: ผู้ใหญ่ 2,200 เยน, เด็กชั้นประถม 1,300 เยน
*ฟรีสำหรับผู้เข้าพักที่ The Tower และ Rosonare Tomamu
รองรับทั้งแขกผู้เข้าพักและผู้ที่ไม่ได้ค้างคืน
ไม่สามารถจองล่วงหน้าได้

ทานขนมจิบกาแฟชมวิวสวย ๆ

คุณสามารถเพลิดเพลินกับ Frost Chocolate Fondant และ Frost Coffee พร้อมชมวิวของต้นไม้เกล็ดน้ำแข็งตรงหน้าได้ที่ Terrace of Frost Tree เมนู Frost Chocolate Fondant เป็นเมนูขนมช็อกโกแลตร้อน ตกแต่งด้วยไวท์ช็อกโกแลตรูปเกล็ดหิมะและช็อกโกแลตแท่งรูปทรงเหมือนกิ่งไม้เกล็ดหิมะ ส่วน Frost Coffee เป็นกาแฟร้อนประดับด้วยสายไหมสีขาวที่ทำให้เหมือนกับต้นไม้เกล็ดน้ำแข็ง ละลายสายไหมในกาแฟให้เหมือนกับละลายเกล็ดน้ำแข็ง เพิ่มความหวานละมุนกลมกล่อมยิ่งขึ้น *มีจำนวนจำกัด

ราคา: Frost Coffee 500 เยน, Frost Chocolate Fondant 600 เยน (ราคารวมภาษีแล้ว)
*ออเดอร์สุดท้ายเวลา 15:00

สนุกกับ Frost Tree Snowshoe Tour ได้ในวันที่เกิดปรากฏการณ์ต้นไม้เกล็ดน้ำแข็งเท่านั้น

 

Frost Tree Snowshoe Tour เป็นทัวร์ที่คุณจะได้สวมรองเท้าหิมะเดินชมต้นไม้เกล็ดน้ำแข็งไปยังสถานที่ที่ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม และจำกัดแค่วันละ 1 รอบเท่านั้นเฉพาะในวันที่เกิดปรากฏการเกล็ดน้ำแข็งเกาะต้นไม้ ผู้เข้าร่วมจะได้เดินขึ้นเขาโทมามุเพื่อชมวิวและต้นไม้เกล็ดน้ำแข็ง โดยมีไกด์ผู้เชี่ยวชาญคอยกำกับดูแลและสอนวิธีการใช้ show shoes ตลอดการเดินทางทำให้แม้แต่มือใหม่ก็ร่วมทัวร์นี้ได้สบายหายห่วง

■Frost Snowshoe Tour
ระยะเวลา: 1 ธ.ค. 2018 – 1 เม.ย. 2019
*อาจยกเลิกกิจกรรมตามสภาพอากาศ
เวลา: 8:00 – 10:00
ค่าใช้จ่าย: ผู้เข้าพักที่ The Tower และ Rosonare Tomamu ท่านละ 4,000 เยน (รวมภาษีแล้ว)
*ผู้ที่ไม่ได้ค้างคืนต้องซื้อบัตรขึ้นกระเช้าเพิ่ม
ค่าใช้จ่ายนี้รวมค่าเช่า snowshoes, ค่าไกด์, ค่ากระเช้าไปกลับ และค่าเครื่องดื่มร้อน
จำนวนคนขั้นต่ำ: 2 คน
จำนวนคนที่กำหนดไว้: 1 คู่ต่อวัน *สูงสุด 6 คน
กลุ่มเป้าหมาย: แขกผู้เข้าพักและผู้มาเที่ยวแบบเช้าเย็นกลับ ตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไปเท่านั้น
การจอง: สามารถจองได้ที่เว็บไซต์ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2018 คลิกที่นี่

Hoshino Resorts TOMAMU -Event Special Deal- ดีลราคาพิเศษสำหรับผู้รู้รหัสลับ
ลิงค์รับสิทธิ์ Hoshino Resorts TOMAMU -Event Special Deal-
และจะต้องใส่รหัสลับ ID และ Password ดังนี้
ID: tomamu
PW: snow

บทความที่เกี่ยวข้อง: อย่างกับเดินได้กลางอากาศ! ชมวิวภูเขาหิมะที่สวยที่สุดในฮอกไกโดจากระเบียงลอยฟ้ากันเถอะ          สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ชมซากุระบานเร็วที่มิอุระไคกัง จังหวัดคานากาว่า

ชมซากุระบานเร็วที่มิอุระไคกัง จังหวัดคานากาว่า

สวัสดีปีใหม่ครับ ทุกท่าน

เพิ่งจะหลังปีใหม่ไม่นานแต่ผมอยากจะคุยถึงการชมซากุระที่ญี่ปุ่นสักนิดครับ ฤดูซากุระบานจริง ๆ ของญี่ปุ่นจะเข้าช่วงพีคสุดก็ปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายนใช่มั้ยล่ะครับ (ขึ้นอยู่กับท้องที่ด้วย อย่างที่ฮอกไกโดจะบานช่วงพฤษภาคม) แต่ถ้าใครคิดจะไปญี่ปุ่นช่วงเดือนกุมภาพันธ์แล้วอยากชมซากุระด้วย ผมมีสถานที่ชมซากุระมาแนะนำครับ

ความจริงแล้วผมทราบเรื่องนี้โดยบังเอิญจากที่ในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อหลายปีก่อนผมไปเมืองมิอุระไคกัง จังหวัดคานากาว่ากับเพื่อน เป้าหมายเดียวคือไปไหว้หลุมศพของนักร้องนักดนตรีชื่อดัง ฮิเดะ แห่งวง X Japan ครับ แต่ระหว่างทางที่ขึ้นรถไฟจากโตเกียวไปยังมิอุระไคกังซึ่งเป็นบ้านเกิดของฮิเดะ ก็สังเกตว่ามีผู้สูงอายุหลายท่านขึ้นรถไฟมาด้วย คือเยอะจนผิดสังเกตน่ะครับ แล้วแต่ละท่านก็จะถือแผ่นพับอะไรสักอย่างติดไม้ติดมือมาด้วย ตอนนั้นพวกผมก็คิดแค่ว่าที่มิอุระไคกังคงมีอีเว้นต์อะไรสักอย่างเท่านั้นเอง

แต่เมื่อไปถึงสถานีรถไฟมิอุระไคกัง พวกผมก็ต้องตะลึงครับ…ซากุระ!!
ซากุระบานเต็มไปหมดเลย!!


คือ…นี่เพิ่งเดือนกุมภาพันธ์เองนะ!! (คือเคยเห็นซากุระมาก็เยอะสมัยที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น แต่เกิดอาการตื่นซากุระอีกครั้งครับ) ที่ด้านล่างของสถานีมีเต๊นท์ร้านค้าเต็มไปหมดเลยด้วย แล้วก็ถึงได้เห็นป้ายครับว่าอีเว้นต์ในตอนนั้นคือ “เทศกาลซากุระแห่งมิอุระไคกัง (Miurakaigan Sakura Matsuri)”

เทศกาลซากุระที่มิอุระไคกังนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ซากุระของที่นี่เป็นสายพันธุ์คาวาทซึ ซึ่งเป็นหนึ่งในซากุระสายพันธุ์บานเร็ว มีสีชมพูเข้ม และจะบานตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมเป็นต้นไปครับ ที่มิอุระไคกังจะปลูกซากุระสายพันธุ์นี้เลียบไปตามทางรถไฟสาย Keikyu กว่า 1,000 ต้นในระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร นับเป็นสถานที่ชมซากุระที่มีชื่อเสียงซึ่งมีผู้มาชมปีละกว่า 3 แสนคนเลยทีเดียวครับ เพียงแต่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักกันเท่านั้นเอง (ผมเองก็ได้ค้นพบโดยบังเอิญเหมือนกันครับ)

กำหนดจัดงานเทศกาลซากุระมิอุระไคกังของปี 2020 คือตั้งแต่ 5 กุมภาพันธ์ถึง 8 มีนาคมครับ สามารถเดินทางด้วยรถไฟจากโตเกียว ขึ้นรถไฟสาย Keikyu จากสถานีชินาคาวะไปยังสถานีมิอุระไคกังได้โดยตรง ใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น สะดวกมาก ๆ ครับ

ฝาท่อเมืองมิอุระไคกังครับ

แล้วถ้าใครเป็นสาวกเจร็อค จะเดินทางไปเยี่ยมเยือนสุสานของฮิเดะที่สุสานมิอุระไคกังก็สามารถขึ้นรถเมล์ที่ชานชาลาหมายเลข 2 ลงที่ป้าย Miurakaigan Rei-en Mae ได้ ซึ่งที่สุสานในช่วงนั้นจะมีสวนบ๊วยที่สวยงามให้ชมกันได้อีกแห่งครับ

 

แถมท้ายอีกนิด เนื่องจากมิอุระไคกังเป็นเมืองชายทะเล อาหารทะเลอร่อยมาก ๆ ครับ ใครที่ชอบกินปลาดิบนี่แนะนำเลยนะครับ

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก citymiura    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

สถานที่ที่ไกลที่สุดที่มองเห็น “ภูเขาไฟฟูจิ” ได้คือที่ไหนกันนะ?

สถานที่ที่ไกลที่สุดที่มองเห็น “ภูเขาไฟฟูจิ” ได้คือที่ไหนกันนะ?

เมื่อพูดถึงภูเขาไฟฟูจิ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย อีกทั้งชาวญี่ปุ่นยังนิยมการปีนภูเขาไฟฟูจิเป็นชีวิตจิตใจ บางคนต้องไปให้ได้ทุกปี แม้แต่คนสูงอายุ นอกจากนี้การปีนเขาก็ยังเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย

ภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องคิดว่า “ฉันอยากลองปีนขึ้นไปสักครั้ง!” แต่เมื่อลองคิดในอีกแง่ หากให้ไปปีนเองอาจจะไม่ไหว ยืนชมวิวอยู่ข้างล่างก็ไม่เลว ดังนั้นเราลองมาดูกันว่าภูเขาไฟฟูจิเนี่ย สามารถมองเห็นได้ไกลถึงไหนกันนะ!

แค่ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิก็มีความสุขแล้ว

ต่อให้ไม่ได้เป็นคนที่ชื่นชอบภูเขา แต่ก็ไม่แปลกหากจะรู้สึกมีความสุขเมื่อได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาไฟฟูจิ อย่างตอนที่นั่งชินคันเซ็นผ่าน ประโยคอย่าง “ว้าว นั่นฟูจินี่!” คงจะมีขึ้นบ่อยๆ หรืออาจจะเป็นความรู้สึกโชคดีจังที่ได้พักในห้องพักของโรงแรมหรือเรียวกังที่มองเห็นวิวของภูเขาไฟฟูจิ ใช่แล้ว พวกเราชอบภูเขาไฟฟูจิจริงๆ นั่นแหละ

ภูเขาไฟฟูจิมองเห็นได้ไกลแค่ไหน?

มีสถานที่หลายแห่งตั้งชื่อขึ้นมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ‘ที่แห่งนั้นสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภูเขาไฟฟูจิเนี่ยสามารถมองเห็นได้ไกลแค่ไหนกันแน่?

ทิศตะวันออกสุด : เมืองโจชิ จังหวัดจิบะ ห่างออกไปประมาณ 200 กิโลเมตร

ว่ากันว่าเมืองโจชิในจังหวัดจิบะคือสุดเขตแดนฝั่งตะวันออกที่สามารถมองเห็นฟูจิได้ โดยมีระยะทางห่างจากภูเขาไฟฟูจิ ประมาณ 200 กิโลเมตร ทิวทัศน์ของภูเขาไฟฟูจิจากชายฝั่งนางาซากิ* จุดชมวิวรอบเมือง หรือแม้กระทั่งจากโจชิพอร์ททาวเวอร์ สามารถรับชมได้ในเว็บไซต์ของเมืองโจชิ สำหรับโจชิพอร์ททาวเวอร์นั้นมีห้องสำหรับชมวิวสูงจากระดับพื้นดิน 43.05 เมตร ทำให้สามารถชื่นชมวิวของภูเขาไฟฟูจิหรืออาจจะเป็นทัศนียภาพโดยรอบ 360 องศา

*ชายฝั่งนางาซากิ คือชื่อของชายฝั่งแห่งหนึ่งในเมืองโจชิ จังหวัดจิบะ

 

จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ มรดกโลกที่สามารถชมได้จากทิศตะวันออกสุด | เมืองโจชิ www.city.choshi.chiba.jp

โจชิพอร์ททาวเวอร์ | Official Website : www.choshikanko.com/porttower

ทิศใต้สุด : ภูเขามิฮาระ เกาะฮาจิโจจิมะ ห่างออกไปประมาณ 271 กิโลเมตร

สำหรับทางด้านทิศใต้ จุดสุดท้ายที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้คือภูเขามิฮาระในเกาะฮาจิโจจิมะ โดยมีระยะห่างจากภูเขาไฟฟูจิประมาณ 271 กิโลเมตร โดยเราสามารถเพลิดเพลินกับการปีนเขาและวิวอันสวยงามในระดับความสูง 700 เมตร โดยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งในการปีนถึงยอดเขา

 

ทิศเหนือสุด : ภูเขาฮานะทสึกะ จ.ฟุกุชิมะ ห่างประมาณ 308 กิโลเมตร

ภูเขาฮานะทสึกะที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองคาวามาตะกับหมู่บ้านอีทาเทะในจังหวัดฟุกุชิมะได้รับการยอมรับในปี พ.ศ.2560 ให้เป็นสถานที่ที่ไกลที่สุดที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้จากภูมิภาคทิศเหนือ โดยห่างจากภูเขาไฟฟูจิประมาณ 308 กิโลเมตร ภูเขานี้มีความสูง 919 เมตรและได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัดฟุกุชิมะ

 

 

ภูเขาฮานะทสึกะ ภูเขาในคาวามาตะที่สามารถมองเห็นฟูจิได้ | Kawamata Town Office www.town.kawamata.lg.jp

ไกลที่สุด : ช่องเขาอิโระคาวะฟูจิมิ จังหวัดวาคายามะ ห่างออกไปประมาณ 323 กิโลเมตร

สถานที่ที่ไกลที่สุดที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้คือช่องเขาอิโระคาวะฟูจิมิ เมืองนะชิคัทสึระ จังหวัดวาคายามะ โดยสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร และมีระยะทางห่างจากฟูจิประมาณ 323 กิโลเมตร ในเดือนกันยายน พ.ศ.2544 เคียวโมโตะ ทาคาชิและนากะ มาซารุ ได้ถ่ายภาพเห็นภูเขาไฟฟูจิด้วยเลนส์เทเล 700 มม. ซึ่งเดิมทีช่องเขานี้มีชื่อว่า “ช่องเขาโคมุกิ” แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่าสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “ช่องเขาอิโระคาวะฟูจิมิ” อย่างในปัจจุบัน

 

คุณสามารถมองเห็นได้ไกลจากยอดเขาสูง

ภูเขาไฟฟูจิสามารถมองเห็นได้ไกลประมาณ 219 กิโลเมตรหากไม่มีสิ่งกีดขวาง และเนื่องจากโลกกลม เมื่อคุณมองไกลออกไปภูเขาไฟฟูจิจะถูกซ่อนใต้เส้นขอบฟ้าอยู่ดีไม่ว่ามันจะสูงแค่ไหน แต่ถ้าหากเป็นภูเขาสูง การมองเห็นภูเขาไฟฟูจิก็ไม่ใช่เรื่องยาก ในหมู่ของช่างภาพที่ตามล่าถ่ายภาพภูเขาไฟฟูจิ หลายคนก็ต้องใช้เวลาไปมากกว่าจะสามารถถ่ายได้สำเร็จ

คนสมัยก่อนก็รักภูเขาไฟฟูจิ

จากการสำรวจทั่วประเทศในสมัยเอโดะ ทาดาทากะ อิโน ผู้เป็นคนทำแผนที่ประเทศญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ได้ระบุจุดที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิไว้มากกว่า 300 จุด กล่าวได้ว่าคนสมัยก่อนก็ชอบที่จะมองหาภูเขาไฟฟูจิเหมือนกัน

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับบทความนี้ เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ถึงแม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ภูเขาไฟฟูจิก็ยังคงเหมือนเดิม ยังคงเป็นภูเขาที่ถูกรักโดยผู้คนมากมายอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ดังนั้น หากมีโอกาส ไปฟูจิกันเถอะ!    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

5 อันดับ สิ่งที่คนญี่ปุ่นคิดถึง เมื่อพูดถึง “โอซาก้า”

5 อันดับ สิ่งที่คนญี่ปุ่นคิดถึง เมื่อพูดถึง “โอซาก้า”

โอซาก้า เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวหลายคน เพราะเป็นเมืองใหญ่ เต็มไปด้วยสีสันไม่แพ้เมืองหลวงโตเกียว มีสถานที่ท่องเที่ยวครบครันและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ใหญ่โต ศาลเจ้าชื่อดังและศักดิ์สิทธิ์ สวนสนุกระดับโลก สถาปัตยกรรมเก่าแก่ รวมทั้งของกินอร่อยขึ้นชื่อ โอซาก้ามีเสน่ห์มากมายจนยากที่จะหาคำจำกัดความ เราไปดูกันดีกว่าว่า หากพูดถึงโอซาก้า คนญี่ปุ่นเขาจะนึกถึงอะไรกัน

เริ่มจากอันดับ 5 กันก่อนเลย

5. หอคอยซึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower)

 

หอคอยนี้ตั้งอยู่ที่ย่านชินเซไก สร้างขึ้นเมื่อปี 1912 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองโอซาก้า โดยมีต้นแบบมาจากหอไอเฟล แต่ได้ถูกไฟไหม้ไปเมื่อปี 1945 หลังจากนั้นประชาชนได้เรียกร้องให้บรูณะขึ้นมาใหม่ ต่อมาในปี 2007 หอคอยซึเทนคาคุ ได้รับเลือกให้เป็น ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของญี่ปุ่น ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนที่นี่ไม่ต่ำกว่า 7 แสนคนเลยทีเดียว อยู่คู่กับโอซาก้ามานานกว่า 100 ปีขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะนึกถึงที่นี่เป็นอันดับแรกๆ

4. คณะตลก นักแสดงตลก (Owarai)

 

ลักษณะเด่นของคนโอซาก้า เป็นคนชอบสนุกสนาน ตลก และตบมุกเก่ง จึงไม่แปลกที่อุตสาหกรรมการแห่งเสียงหัวเราะจะรุ่งเรื่องมาก นักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงหลายคนของญี่ปุ่นก็เติบโตจากการเป็นนักแสดงตลกที่โอซาก้า

3. โอโคโนะมิยากิ (Okonomiyaki)

 

โอโคโนมิยากิ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ พิซซ่าญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าโอโคโนะมิยากิจะกลายเป็นอาหารประจำถิ่นโอซาก้ามี แต่จริง ๆ แล้วมีต้นกำเนิดจากโตเกียว และจากนั้นก็ค่อย ๆ แพร่หลาย และได้รับการพัฒนาที่โอซาก้านั่นเอง ช่วงแรก ๆ ที่เข้ามา เมนูนี้ถูกเรียกว่า “อาหารฝรั่งร้อยเยน” (一銭洋食) ปัจจุบัน ร้านโอโคโนะมิยากิมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบซื้อจากร้านและเป็นร้านนั่งกิน ซึ่งลูกค้าสามารถย่างได้ด้วยตัวเอง

2. Universal Studio Japan (USJ)

 

ไม่มีใครไม่รู้จักสวนสนุกระดับโลกอย่าง Universal Studios Japan คนญี่ปุ่นมักเรียนสั้น ๆ ว่า ยูนิบา (ユニバー) เปิดบริการในปี 2001 เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของเด็กเล็ก ๆ จนถึงผู้ใหญ่เลยทีเดียว เพราะที่นี่รวมโซนสวนสนุกการ์ตูนและภาพยนตร์ดัง ๆ ไว้มากมาย สำหรับตัวอย่างโซนเด่น ๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือน เช่น Hollywood Dream, Minion Park, Jurassic Park และ Harry Potter เป็นต้น

1. ทาโกะยากิ (Takoyaki)

 

 

ทาโกะยากิ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำเมืองโอซาก้า เพราะมีร้านทาโกะยากิอยู่มากมาย เรียกได้ว่ามีทุกหัวมุมถนนเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ ไปจนร้านใหญ่โตขยายออกเป็นหลายสาขา ทาโกะยากิถือกำเนิดขึ้นในปีโชวะที่ 8 (ค.ศ.1933) โดยร้านที่มีชื่อว่า ไอซึยะ(あいづや)เป็นร้านแรกในโอซาก้าที่เริ่มขายทาโกะยากิ และยังคงดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับอันดับที่ 6-10 จะมีอะไรบ้าง มาดูกัน

6. ตุ๊กตาตัวตลก (Kuidaore Taro)

 

7. ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)
8. ภาษาญี่ปุ่นสำเนียงคันไซ (Kansai Ben)
9. จุดชมวิวอะเบโนะ ฮารุกัส (Abeno Harukas)
10. ป้ายกุลิโกะ (Dotonburi Glico sign)

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสัญลักษณ์หรืออิมเมจของเมืองโอซาก้าในสายตาชาวญี่ปุ่นนั่นเอง แล้วเพื่อน ๆ ละคะ เมื่อพูกถึง “โอซาก้า” จะนึกถึงอะไร    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์