BLOG

แนะนำ Joyful Train: Resort Shirakami รถไฟรุ่นบุกเบิกที่อัดแน่นไปด้วยความสนุกของการนั่งรถไฟท่องเที่ยว

แนะนำ Joyful Train: Resort Shirakami รถไฟรุ่นบุกเบิกที่อัดแน่นไปด้วยความสนุกของการนั่งรถไฟท่องเที่ยว

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น JR Times by JR East ก็เป็นเว็บหนึ่งที่เหมาะกับการทำการบ้านเพื่อเตรียมทริปลุยญี่ปุ่นค่ะ โดย JR Times by JR East เป็นเว็บไซต์ที่รวมทุกบทความเกี่ยวกับรถไฟที่นักท่องเที่ยวต้องรู้ รวมถึงบทความรีวิวรถไฟ Joyful Train ซีรี่ย์รถไฟที่มีรถไฟทั้งหมด 13 คันที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ยานพาหนะเท่านั้น แต่รถไฟแต่ละขบวนต่างมีธีมเฉพาะของตัวเองที่จะมาสร้างความสนุกเพลิดเพลินให้กับการเดินทาง

สำหรับบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จัก Resort Shirakami รถไฟ Joyful Train ขบวนแรกของ JR East ผ่านการรีวิวจากคุณ Carissa Loh นักเขียนชาวสิงคโปร์ผู้ชื่นชอบการเดินทางด้วยรถไฟ และได้เดินทางด้วย Joyful Train มาแล้วทุกขบวน! สำหรับ Resort Shirakami นี้จะมีอะไรบ้าง ไปอ่านรีวิวกันเลยค่ะ

carissa loh
(Image credit: JR East / Carissa Loh)

Resort Shirakami รถไฟรุ่นบุกเบิกที่อัดแน่นได้ด้วยความสนุกของการนั่งรถไฟท่องเที่ยว

มีใครชอบนั่งรถไฟบ้างคะ ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นแล้วละก็ วิธีการเดินทางที่ฉันชอบที่สุดจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากรถไฟค่ะ ไม่ใช่รถไฟล้ำสมัยความเร็วสูงอย่างชินกันเซ็นที่หลายคนคุ้นเคยกันหรอกนะคะ แต่เป็นรถไฟท้องถิ่นที่อยู่ลึกเข้าไปในชนบท เหมือนอย่างรถไฟ Resort Shirakami (リゾートしらかみ, รีสอร์ท ชิราคามิ) ในภูมิภาคโทโฮคุตอนเหนือ การเดินทางโดยรถไฟนี้เป็นเหมือนการท่องเที่ยวไปในตัว เพราะคุณสามารถทานเอกิเบ็น  (駅弁 ข้าวกล่อง) บนรถไฟในขณะที่ชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามไปด้วยได้!

(Image credit: JR East)

จนถึงวันนี้ ฉันนั่งรถไฟแบบธีมที่เรียกว่า “Joyful Train” ทั่วญี่ปุ่นมาแล้วกว่า 25 ขบวน บางขบวนโดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในสุดวิจิตรตระการตา (ฉันชอบไม้เป็นพิเศษค่ะ!) ในขณะที่บางขบวนก็เสิร์ฟอาหารอร่อยที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น หรือจำหน่ายเป็นแพ็กเกจหรือในรูปแบบข้าวกล่องเอกิเบ็น

resort shirakami ekiben
(Image credit: JR East / Carissa Loh)

รถไฟขบวนอื่นๆ มีจุดชมวิวอันน่าตื่นตะลึงให้ชมระหว่างทาง โดยรถไฟอาจจะลดความเร็วลงเพื่อให้คุณได้ถ่ายรูปจากริมหน้าต่าง หรือไม่คุณก็สามารถลงจากรถไฟเพื่อเข้าไปชมวิวใกล้ๆ หรือว่ามีรถบัสพาคุณไปยังจุดมุ่งหมาย รถไฟบางขบวนก็มีกิจกรรมสนุกๆ บนขบวนหรือตามสถานีด้วย!

ใครจะไปรู้ว่าเราสามารถเพลิดเพลินไปกับทั้งหมดนี้ได้บนรถไฟ?! Resort Shirakami ให้คุณได้ทั้งหมดนี้เลยค่ะ ทำให้รถไฟขบวนนี้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของทั้งนักเดินทางมือใหม่และมือโปร ด้วยความที่เป็น Joyful Train ขบวนแรกเริ่ม ทำให้ Resort Shirakami ยังคงเป็นหนึ่งในรถไฟที่มีคนนั่งมากที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดตลอดกาล  รถไฟผู้บุกเบิกขบวนนี้มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นรถไฟรีสอร์ทในพื้นที่ชิราคามิ รวมไปถึงดีไซน์การออกแบบ อาหาร ธรรมชาติที่สวยงาม และกิจกรรมที่มากมายเหลือเฟือ รถไฟสายนี้มีพร้อมสำหรับทุกคนจริงๆ

รู้จักรถไฟทั้งสามขบวนของ Resort Shirakami

รถไฟ Resort Shirakami วิ่งบนเส้นทาง JR สาย Gono (五能線, โกโนเซ็น) วนไปรอบๆ ชิราคามิ ซันจิ (白神山地) แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติของ UNESCO ในจังหวัดอาคิตะและจังหวัดอาโอโมริ ในชิราคามิซันจิมีธรรมชาติที่โดดเด่นทั้งหมดสามอย่าง ได้แก่ต้นบีชโบราณ (BUNA・橅) สัตว์หายากอย่างเช่นนกหัวขวานดำ  (KUMAGERA・くまげら) และทะเลสาบบ่อน้ำ ต่างๆ อย่างอาโออิเคะ (AOIKE・青池) ที่สวยงามน่าตื่นตะลึง โดยรถไฟ Resort Shirakami ทั้ง 3 ขบวนต่างได้ชื่อมาจากธรรมชาติที่พบได้ในชิราคามิ ซันจิและต่างมีดีไซน์ที่สะท้อนถึงธรรมชาติที่เป็นที่มาของชื่อขบวนรถ

resort shirakami view
(Image credit: JR East / Carissa Loh)

รถไฟ Resort Shirakami ทั้งหมดวิ่งบนเส้นทางเดียวกัน แต่ละขบวนประกอบด้วยตู้รถไฟรวม 4 ตู้ โดยทั้ง 3 ขบวนมีที่นั่งสำหรับ 2 คนหันหน้าเข้าหากันซึ่งมีพื้นที่สำหรับวางขากว้างขวาง ถ้าเป็นไปได้อยากให้เลือกที่นั่งฝั่งติดทะเล (ที่นั่ง “A” สำหรับที่นั่งทั่วไป) หน้าต่างรถไฟนั้นทั้งใหญ่และกว้าง ทำให้มองเห็นวิวอันงดงามตระการตาของทะเลและนาข้าวได้อย่างชัดเจน

รถไฟ Resort Shirakami เป็นรถไฟแบบต้องสำรองที่นั่งเท่านั้น (ผู้ที่ถือเรลพาสก็ต้องสำรองที่นั่งเช่นกัน) ดังนั้นอย่าลืมจองที่นั่งไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ

สถานีรถไฟที่มีความสนุกรออยู่!

สถานี JR Noshiro (能代駅, โนชิโระเอกิ)

(Image credit: JR East / Carissa Loh)

สำหรับรถไฟช่วงเช้าบางขบวน Resort Shirakami จะจอดที่สถานี JR Noshiro ประมาณ 10 นาที ที่สถานีนี้จะมีแป้นห่วงให้เราเล่นบาสเก็ตบอลได้ที่ชานชาลา แต่ทำไมต้องเป็นบาสเก็ตบอล? นั่นก็เพราะเมืองโนชิโระมีชื่อเสียงเรื่องนักบาสเก็ตบอล โดยทีมจากวิทยาลัยเทคนิคโนชิโระเคยชนะการแข่งขันระดับชาติของญี่ปุ่นมาแล้วมากกว่า 50 ครั้ง และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับโรงเรียนมัธยมในมังงะชื่อดังของ Slam Dunk อีกด้วย ที่พิเศษคือจะมีของรางวัลเฉพาะ Resort Shirakami ให้หากเราชู้ตบาสลงห่วงได้  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

สถานี JR Senjojiki (千畳敷駅, เซนโจจิกิเอกิ)

senjojiki
ทะเลญี่ปุ่นที่เราเข้าไปชมใกล้ๆ ได้ที่สถานีเซนโจจิกิ (Image credit: JR East / Akio Kobori)

ในเวลากลางวัน รถไฟส่วนใหญ่จะหยุดแวะที่สถานี JR Senjojiki เป็นเวลา 15 นาที ระหว่างนี้ เราสามารถเดินข้ามถนนเพื่อเข้าไปใกล้ๆ ทะเลได้ และที่นี่ยังมีของอร่อยขึ้นชื่อคือปลาหมึกย่างหอมๆ ที่หาซื้อมาชิมกันได้ตามร้านท้องถิ่น แต่คงต้องรีบหน่อย เพราะปลาหมึกย่างที่นี่หมดเร็วมาก!

แต่ความสนุกของ Resort Shirakami ไม่ได้มีแค่นี้!

เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรีวิวเท่านั้น อ่านรีวิวแบบจัดเต็มจากคุณ Carissa Loh ที่จะพาคุณสัมผัสความสนุกอีกมากมายที่ Resort Shirakami เตรียมไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นของอร่อย วิวสวยงาม และที่ท่องเที่ยวน่าแวะตามสถานีที่ Resort Shirakami วิ่งผ่าน รวมถึงทุกอย่างที่คุณต้องรู้เพื่อจัดทริปที่มี Resort Shirakami เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสีสันแห่งการเดินทาง! คลิก รถไฟ Joyful Train รุ่นบุกเบิก: Resort Shirakami จากเว็บ JR TIMES by JR-EAST รีวิวโดยคุณ Carissa Loh หรือคลิกที่ภาพด้านล่างแล้วไปสนุกกันต่อได้เลย

 

resort shirakami banner

สุดยอดสลัดมันฝรั่ง 7 ร้านในโตเกียวที่ไม่ควรพลาด

สุดยอดสลัดมันฝรั่ง 7 ร้านในโตเกียวที่ไม่ควรพลาด

ในร้านกินดื่มของญี่ปุ่น เมนูสลัดมันฝรั่งเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ผู้คนนิยมสั่งมาทานเล่นเป็นของว่าง แต่จะทานในรูปแบบเดิมบ่อย ๆ ก็คงน่าเบื่อ วันนี้เราจึงจะมาแนะรำร้านอาหารที่มีสลัดมันฝรั่งในรูปแบบใหม่ ๆ ให้ไปเลือกทานกันได้แบบไม่มีเบื่อ ลองไปดูแต่ละร้านกันค่ะ

Potato Cream

 

 

ร้านแรกคือร้าน “Potato Cream” ในจิยูกาโอกะ เป็นร้านสลัดมันฝรั่งโดยเฉพาะและได้รับความนิยมในสื่อต่าง ๆ มากมาย (ขณะนี้เปิดให้บริการเฉพาะซื้อกลับบ้านและจัดส่งเท่านั้น) มีเมนู 5 แบบที่จะเปลี่ยนไปตามวัน จำหน่ายในราคา 550 เยน สามารถเพลิดเพลินกับสลัดมันฝรั่งราดครีมซอสที่ไม่สามารถหาชิมได้จากที่อื่น เช่น ครีมแกงคีมา ครีมมันฝรั่งมะเขือเทศ แนะนำให้รีบไปนะคะเพราะอร่อยจนหมดเร็วมาก!

Shuraba

 

 

ร้านต่อไปคือร้าน “Shuraba” ในซันเกนจายะ ตั้งอยู่ชั้นใต้ดิน โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในที่ดูดีมีสไตล์เหมือนคาเฟ่ สามารถเพลิดเพลินกับไก่ย่างที่เข้ากันได้ดีกับสาเกและเมนูอาหารจานเดียวในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ สลัดมันฝรั่งที่ร้านนี้เป็นเมนูยอดนิยมบนโซเชียล โดยจะมีไข่เป็นท็อปปิ้ง เมื่อผ่าครึ่ง ไข่แดงจะไหลเยิ้มลงบนสลัดมันฝรั่ง เข้ากันมาก ๆ แถมยังเหมาะแก่การถ่ายลงไอจีอย่างยิ่ง

Marco

 

 

ร้านต่อไปคือร้าน “Marco” มีร้านค้าในเครือ 3 แห่งอยู่ในซันเกนจายะ สามารถเอร็ดอร่อยกับอาหารและสาเกที่ทำจากวัตถุดิบของจังหวัดนีงาตะ เป็นร้านเล็ก ๆ ที่คับคั่งไปด้วยลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร เมนูที่จะเปิดโลกใหม่ให้กับลูกค้าคือ “สลัดมันฝรั่งทองคำ” ที่มีไข่ปลาบินโรยอยู่ข้างบน ทำให้ได้เนื้อสัมผัสเป็นเม็ด ๆ สลัดมันฝรั่งของร้านอื่น ๆ ในเครือก็อร่อยไม่แพ้กัน

Ojinjo

 

 

ร้านต่อไปคือร้าน “Ojinjo” ในเอบิสึ ร้านนี้ตั้งอยู่ในตรอกเล็ก ๆ สามารถเพลิดเพลินกับ lemon sour เมนูไก่หลากหลายเมนู รวมถึงสลัดมันฝรั่งที่เข้ากับ lemon sour เมนูที่น่าลองคือสลัดมันฝรั่งที่ท็อปปิ้งด้วยหัวไชโป้วรสแกงกะหรี่ เพิ่มผงโรยกลิ่นแกงกะหรี่เข้าไปอีก กลายเป็นสลัดมันฝรั่งที่รสชาติแปลกใหม่ ทานคู่กับ lemon sour ฟินมากกก

Gouraku Sakaba Genten

 

 

 

ร้านต่อไปคือร้าน “Gouraku Sakaba Genten” ในชิบูย่าและโดเกนซากะ ร้านนี้มีบรรยากาศที่ชวนคิดถึงอะไรเก่า ๆ มีเมนูอาหารและสาเกที่ไม่ธรรมดา ทำให้เป็นร้านที่มีลูกค้าอยากไปลองทานมากมาย เมนู “Genten Poteto Salad” เต็มไปด้วยคอร์นบีฟเต็มปากเต็มคำ แถมยังให้ปริมาณเยอะจุใจ เมนูอื่น ๆ มีราคาอยู่ที่ประมาณ 500 เยน ถือว่าคุ้มค่ามาก สามารถเพลิดเพลินกับอาหารและสาเกได้อย่างเต็มที่

Kopanda

 

 

ร้านต่อไปคือร้าน “Kopanda” ในคิจิโจจิ ภายในร้านตกแต่งด้วยลวดลายแพนด้าน่ารัก ๆ เช่น เบียร์แพนด้าและโคมไฟแพนด้าที่ตั้งชื่อตามร้าน มีบรรยากาศที่เปิดโล่งเหมือนร้านแผงลอย ไม่อึดอัด “สลัดมันฝรั่งไข่รมควัน” เป็นเมนูขึ้นชื่อที่อร่อยถูกใจใครหลายคน รสชาติของคอร์นบีฟเข้ากันได้ดี มีหัวหอมทอดเป็นท็อปปิ้ง เป็นอีกร้านที่แนะนำให้มาลองหากได้มาที่คิจิโจจิ

Tachinomi Ryoma

 

 

ร้านสุดท้ายคือร้าน “Tachinomi Ryoma” เป็นร้านกินดื่มแบบยืนทานในชินบาชิ รับชำระด้วยเงินสด เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเข้าไปดื่มแบบไม่นานหรือต้องการดื่มในราคาเบา ๆ เมนูขึ้นชื่อของร้านนี้คือ “Poteto Salad Cornbeef Mountain” ตามชื่อเมนูคือจะมีคอร์นบีฟกองโตเหมือนภูเขาวางอยู่บนสลัดมันฝรั่ง แค่หน้าตาก็อิมแพคมาก ๆ ทานคู่กันก็อร่อยสุด ๆ !

แต่ละร้านก็มีท็อปปิ้งที่แตกต่างกันไป ทั้งคอร์นบีฟ แกงกะหรี่ ไข่ น่าไปลองทานทุกร้านจริง ๆ หรือใครที่อยากลองทำทานเอง จะนำไปเป็นไอเดียให้กับสลัดมันฝรั่งที่บ้านก็ไม่เลวเลย ^^  UFABET เว็บตรง

“ซูชิหมุน” (回転寿司) นั้นไซร้ ผู้ใดเป็นผู้คิดค้น?

“ซูชิหมุน” (回転寿司) นั้นไซร้ ผู้ใดเป็นผู้คิดค้น?

ที่จริงแต่ก่อนนานมาแล้วในเมืองไทยมีร้านซูชิหมุนบนสายพาน ชื่อร้าน Sushi King ไปค้นข่าวดูมีร้านชื่อยี่ห้อเดียวกันที่มาเลเซีย แถมชูจุดขายว่าเป็นซูซิฮาลาลเสียด้วย ดูเหมือนว่าในเมืองไทยซูชิหมุนจะไม่ได้ฮิตหรือได้รับความนิยมมากมายขนาดนั้น แค่มันแปลก คนไทยไม่อะไรมากกับของแปลก (อาจจะว้าวแป๊บนึงแต่จริงๆ ชอบของถูกมากกว่าประเภทเริ่มต้นคำละ 15 บาทอะไรแบบนี้)  แต่อย่างน้อยทุกวันนี้ที่เห็นในไทยก็มียี่ห้อ Sushi Express ซึ่งก็มีรีวิวในยูทูบประมาณนี้ แต่เดี๋ยวนะ ทุกจาน 30 บาท นี่มันโมเดลซูชิหมุนร้อยเยนนี่นา!

แต่ที่ญี่ปุ่นนั้น ซูชิหมุน โดยเฉพาะ “ซูชิหมุนร้อยเยน” (ทุกจานร้อยเยน ราคาเดียว) ถือเป็นโอกาสที่คน (ญี่ปุ่น) จะได้นั่งกินซูชิในร้านอาหาร “ในราคาถูก” (อารมณ์เป็นร้านแบบชาวบ้าน ร้านแนวครอบครัวพ่อแม่พาลูกไปกิน) คือมันเป็นการปฏิวัติตลาดเลย (ในขณะที่ร้านซูชิตามแบบแผนสมัยก่อนออกแนวร้านราคาแพง แบบว่าเข้าไปอย่าถามราคา พกสตางค์ไปมากๆ กินให้พอใจให้อิ่มแล้วค่อยคิดเงิน) และการมีอาหารมาให้เลือกหยิบเลือกกินนี่ในความรู้สึกของคนญี่ปุ่นคือมันเป็นอะไรที่ง่ายและว้าว วันนี้จะขอนำเสนอเรื่องราวประวัติความเป็นมาของซูชิหมุนนะครับ

ความเป็นมาของซูชิหมุน

มีผู้กล่าวว่า ซูชิหมุนเกิดมีปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2501 ที่โอซาก้า (อีกแล้ว โอซาก้าคือเมืองนวัตกรรมอาหารราคาถูก บัตเตระก็มาจากโอซาก้า ร้านกับแกล้มราคาถูกแนวทุกจานสามร้อยเยนก็มาจากโอซาก้า) ผู้ริเริ่มคือร้าน “มาวารุ เก็นโรคุ ซูชิ” (廻る元禄寿司) หน้าสถานีรถไฟคินเท็ตสี ฟุเสะ ทางตะวันออกของโอซาก้า โดยเอาเรื่องสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมประสบความสำเร็จมาล้อเป็นคำโฆษณาว่า “ซูขิหมุนดาวเทียม” (人工衛星廻る寿司) แล้วก็กลายเป็นของฮิตในโอซาก้า พอปี พ.ศ. 2510 เลยเปิดร้านแฟรนไชส์แห่งแรกคือสาขาเมืองเซ็นได (จังหวัดมิยางิ) จากนั้นก็เลยลามไปทั่วประเทศ

 

แต่จุดพีคจริงๆ คือการที่ร้านนี้ได้ไปออกร้านในงาน Osaka Expo ในปี พ.ศ. 2513 คราวนี้ดังสุดๆ ฉุดไม่อยู่ ด้วยความที่งาน Osaka Expo เป็นงานแสดงนวัตกรรมแนว “โลกอนาคต” จำพวก “ยานยนต์ไฟฟ้า” “รถไฟฟ้ารางเดี่ยวไร้คนขับ” และ “ทางเดินเคลื่อนที่” ภาพของซูชิที่ไหลมาตามสายพานมันเลยเป็นอะไรที่ว้าวและดูล้ำมากสำหรับคนยุคนั้น เลยกลายเป็นประเด็นฮอตที่ใครๆ ก็ถามถึงกันเลยทีเดียว ขนาดที่ว่าร้านซูชิหมุนที่นีงะตะซึ่งก่อนหน้านั้นลูกค้าไม่เข้าทำท่าจะไม่ได้ไปต่อ พอซูชิหมุนได้ออกงาน Osaka Expo นี่ คนต่อแถวรอคิวกินกันเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นเพราะงาน Osaka Expo แท้ๆ เลย พอปี พ.ศ. 2517 “เก็นโรคุ ซูชิ” ก็โกอินเตอร์ไปเปิดร้านที่นิวยอร์ก พอหลังจากนั้น หลังจากที่สิทธิบัตรซูชิหมุนของ “เก็นโรคุ ซูชิ” หมดอายุ ก็มีคนเปิดร้านซูชิหมุนเลียนแบบตามกันไปทั่วประเทศญี่ปุ่น

แล้วใครเป็นผู้คิดค้นซูชิหมุนตั้งแต่แรก?

ต้นคิดไอเดีย “ซูชิหมุน” นั้นมาจากนายชิราอิชิ โยชิอากิ ในปี พ.ศ. 2491 หลังสงครามยุติไม่นาน ในเวลานั้นนายชิราอิชิเปิดร้านซูชิแบบยืนกินที่ในแถบตะวันออกของโอซาก้า ซึ่งแถวนั้นมีโรงงานจำพวก SMEs อยู่หนาแน่น สมัยนั้น “ซูชิ” นั้นจัดว่าเป็นอาหารหรู หรูจนคนธรรมดาไม่กล้าเข้าเพราะกลัวเข้าไปสั่งกินพอคิดเงินแล้วจะไม่มีสตางค์จ่าย (ป้ายเมนูในร้านซูชิไม่ติดราคานะครับ เรียกว่ารักจะกินต้องไม่เกี่ยงราคา ไม่ถามว่าอันนี้เท่าไหร่?) นายชิราอิชิเลยมีไอเดียแหวกตลาด เปิดร้านซูชิแบบยืนกิน “จานละ 20 เยน” เอาใจคนทำงานโรงงานแถวนั้น ซึ่งได้รับการตอบรับดีก็จริง แต่ก็มีปัญหาว่าจะหาพ่อครัวมาทำงานให้อยู่ได้นานๆ อย่างไร (ในร้านราคาถูกแบบนี้) และก็มีประเด็นเรื่องการใช้เครื่องจักรเพื่อทุ่นแรง (ลดการใช้แรงงาน) มาให้ได้คิด นายชิราอิชิได้ไปเห็นสายพานลำเลียงในโรงงานเบียร์ เลยเกิดไอเดียว่าน่าจะเอาสายพานมาใช้กับร้านซูชิได้ อีก 10 ปีต่อมาเขาจึงได้พัฒนา “โต๊ะอาหารแบบมีสายพานหมุนเวียน” ขึ้นมาได้ นั่นหละคือจุดเริ่มของซูชิหมุน นวัตกรรมตรงนี้ทำให้นายชิราอิชิมาตั้งร้าน “มาวารุ เก็นโรคุ ซูชิ” ด้วยประการฉะนี้

 

 

นวัตกรรม “สายพานซูชิหมุน” นั้น ทำให้ลูกค้าเข้ามาได้มากๆ เข้ามาแล้วได้กินเลย (ของทำรอไว้แล้ว) กินเร็วลุกเร็ว อาหารทำไว้แล้วก็ไม่ต้องใช้พ่อครัวเยอะ เรียกว่าด้วยนวัตกรรมนี้ ซูชิได้กลายเป็น “ฟาสต์ฟู้ด” ไปในทันที

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ร้านเก็นโรคุ ซูชิ จึงได้นำเอาวันเกิดของนายชิราอิชิ คือวันที่ 22 พฤศจิกายน มาเป็น “วันซูชิหมุน” (回転寿司の日) ซึ่ง “วันสำคัญ” ดังกล่าวได้รับการรับรองจากสมาคมวันที่ระลึกแห่งญี่ปุ่น (日本記念日協会) เสียด้วยสิครับ (ฮา)

ทำไมซูชิหมุนถึงกลายเป็นซูชิราคาถูกได้?

ผู้เขียนในฐานะที่กินซูชิหมุนที่ญี่ปุ่นมาพอสมควร ทั้งซูชิหมุนเฉยๆ ไม่ร้อยเยน (ราคาแล้วแต่จานว่าเป็นเมนูอะไร) และซูชิหมุนร้อยเยน เหตุผลที่ซูชิหมุนกลายเป็นซูชิราคาถูกและเป็นที่แพร่หลายในญี่ปุ่นได้มีสองอย่าง หนึ่งคือ การประหยัดแรงงาน ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ค่าแรงแพง อะไรที่เอาเครื่องจักรมาแทนคนช่วยให้ต้นทุนลดได้หมด (ซึ่งแนวคิดนี้จะไม่ใช่สำหรับเมืองไทย เพราะเมืองไทยค่าแรงถูก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรอะไรแบบนั้น) ซูชิที่ไหลตามสายพานนั้นที่แน่ๆ คือไม่ต้องมีคนยกมาเสิร์ฟ (ต้นทุนพนักงานเสิร์ฟหายไปละ) ซูชิหมุนทั่วๆ ไป ไม่ร้อยเยน ยังมีพ่อครัวคอยปั้นให้เราอยู่ ซึ่งทำให้เรารู้สึกดี (ที่ญี่ปุ่นอะไรที่ทำมือมักจะให้ราคามากกว่าเครื่องจักร) แต่ถ้าซูชิหมุนร้อยเยน ข้าวปั้นถูกทำด้วยเครื่องจักรนะครับ ฉะนั้นทั้งร้านอาจต้องใช้คนแค่ตอนเก็บสตางค์เท่านั้น สอง การประหยัดต่อขนาดในการซื้อสินค้าวัตถุดิบมากๆ ซึ่งจะเห็นได้ในซูชิหมุนร้อยเยนซึ่งเป็นเชนมีสาขามากๆ วัตถุดิบก็ซื้อราคาส่งถูกๆ ได้ ซื้อของแช่แข็งเอามาทำได้ อะไรแบบนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็เป็นการลดต้นทุนได้ในบริบทธุรกิจของประเทศญี่ปุ่น (คือไฮเทค แต่ค่าแรงแพง) ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจที่ “ซูชิหมุน” ในฐานะโมเดลธุรกิจจะ “ไม่ว้าว” เมื่อเอาไปทำในต่างประเทศเช่นเมืองไทย ส่วน Sushi King ในมาเลเซียก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ชูจุดขาย “ซูชิฮาลาล” เพื่อดึงกลุ่มลูกค้ามุสลิม (ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดี) จะเห็นได้ว่าธุรกิจเป็นของดิ้นได้ไปตามยุคสมัย ตามกาลเทศะเสมอ ซูชิหมุนของญี่ปุ่นก็เกิดมาเพื่อตอบโจทย์การตลาดในประเทศญี่ปุ่นเองในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง (ผู้บริโภคชอบของถูก ชอบอะไรง่ายๆ แบบฟาสต์ฟู้ด ชอบอะไรที่ดูล้ำยุค) เมื่อไปสู่ที่อื่น ก็ต้องปรับตัวตอบโจทย์สิ่งที่ใช่สำหรับที่อื่นเช่นกัน สำหรับวันนี้สวัสดีครับ อยากกินซูชิหน้าปลาไหลจังเลยครับ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

มารู้จักกับ “โอะเฮ็นโระ (お遍路)” การเดินทางไหว้พระ 88 วัดในภูมิภาคชิโกกุ

มารู้จักกับ “โอะเฮ็นโระ

มารู้จักกับโอะเฮ็นโระ

มารู้จักกับ “โอะเฮ็นโระ

มารู้จักกับโอะเฮ็นโระ

ในเมืองไทยเรามักจะคุ้นเคยกับการไหว้พระ 9 วัดเพื่อความเป็นสิริมงคลใช่ไหมล่ะคะ ที่ญี่ปุ่นเขาก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ 9 แต่เป็น 88 วัดเลยทีเดียว สถานที่ตั้งของทั้ง 88 วัดนี้อยู่ในภูมิภาคชิโกกุทางตะวันตกของญี่ปุ่น ส่วนการเดินทางจากวัดที่ 1 ถึงวัดที่ 88 นั้นเรียกว่า “โอะเฮ็นโระ” (お遍路) วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักประวัติของโอะเฮ็นโระ และความน่าสนใจของการไหว้พระ 88 วัดกันค่ะ

จุดเริ่มต้นของ “โอะเฮ็นโระ”

 

โอะเฮ็นโระ คือการเดินทางไปสักการะตามวัดในภูมิภาคชิโกกุทั้งหมด 88 วัด ว่ากันว่ามีมาตั้งแต่สมัยเฮอัน จุดเริ่มต้นของโอะเฮ็นโระคือโคโบไดชิ (弘法大師) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ คูไค (空海) พระชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปประเทศจีนและนำศาสนาพุทธกลับเข้ามาเผยแพร่ในญี่ปุ่น ได้สร้างที่ปฏิบัติธรรมทั้งหมด 88 แห่งในวัย 42 ปี และสถานที่เหล่านั้นก็กลายมาเป็นวัด 88 แห่งในเส้นทางโอะเฮ็นโระนั่นเอง โดยในสมัยนั้นโอะเฮ็นโระถือเป็นการฝึกตนของนักบวชและผู้แสวงบุญ เพราะต้องเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งให้ครบ 88 แห่งด้วยการเดินเท้า ว่ากันว่าเป็นเส้นทางที่ยากลำบากจนมีผู้เสียชีวิตเลยทีเดียว

“โอะเฮ็นโระซัง” คือใคร

 

ในปัจจุบัน ก็ยังคงมีผู้ที่ศรัทธาเดินเท้าเพื่อไปสักการะที่วัดทั้ง 88 แห่งอยู่ โดยผู้คนในภูมิภาคชิโกกุต่างเรียกคนเหล่านี้ว่า “โอะเฮ็นโระซัง” เวลาเจอกันตามถนนหนทางก็มักจะทักทายหรือไม่ก็นำอาหาร เครื่องดื่มมาให้เพื่อเป็นกำลังใจ ถ้าถามว่าทำไมถึงรู้ว่าใครเป็นโอะเฮ็นโระซังล่ะก็ สังเกตง่าย ๆ ที่การแต่งตัวค่ะ โอะเฮ็นโระซังส่วนใหญ่จะสวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน คือชุดสีขาวล้วน ถือไม้เท้า และสวมหมวกไม้ไผ่สาน ซึ่งความจริงแล้วชุดแบบนี้เรียกว่าชุดชินิโชโซคุ (死装束) เป็นชุดสำหรับให้คนตายใส่ เหตุผลที่โอะเฮ็นโระใส่ชุดสำหรับคนตายออกเดินทางก็เพราะว่าหนทางนั้นช่างยากลำบาก หากตายไปกลางทางก็จะได้ขึ้นสวรรค์ไปอย่างสงบ และถือว่าเป็นการฝึกตนให้ห่างจากทางโลกด้วย อีกจุดหนึ่งที่บ่งบอกว่าเป็นโอะเฮ็นโระซังก็คือตามเครื่องแต่งกายของพวกเขาจะมีคำว่า โดเงียวนินิน (同行二人) เขียนอยู่ ซึ่งคำนี้มีความหมายว่ามีผู้ร่วมทาง 2 คน นั่นก็คือตัวคนเดินทางเองและพระโคโบไดชิที่คอยปกปักรักษาระหว่างเดินทาง

เส้นทางการไหว้พระ 88 วัด

 

อย่างที่เล่าไปว่าเส้นทางของโอะเฮ็นโระนั้นยากลำบากจนเคยมีผู้เสียชีวิตมาแล้ว เรามาดูกันว่าโอะเฮ็นโระซังต้องฝ่าฟันพยายามกันแค่ไหน ตั้งแต่วัดที่ 1 ถึง 88 ในภูมิภาคชิโกกุนั้นกินระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตรเลยทีเดียว โดยต้องเดินทางผ่าน 4 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ จังหวัดโทคุชิมะ (มี 23 วัด) จังหวัดโคจิ (มี 16 วัด) จังหวัดเอฮิเมะ (มี 26 วัด) และจังหวัดคะกะวา (มี 23 วัด) แม้ว่าจะไม่ได้กำหนดแน่นอนว่าต้องไปวัดไหนก่อนหลัง แต่ผู้คนส่วนมากมักจะเลือกไปตามลำดับ 1 ถึง 88 ค่ะ

ในปัจจุบัน สถานที่ตามเส้นทางโอะเฮ็นโระนอกจากจะเป็นที่สักการะสำหรับผู้แสวงบุญแล้ว ยังได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกด้วย หนังสือท่องเที่ยวมากมายมีการเขียนแนะนำวัดทั้ง 88 แห่ง วิธีการเดินทางโดยรถยนต์ หรือแม้แต่ทัวร์ที่พาวนวัดทั้ง 88 แห่งก็มี ทำให้ผู้คนมากมายสามารถเข้าถึงสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ได้มากขึ้น และอีกหนึ่งความน่าสนใจก็คือการสะสมโกะชุอิน (御朱印) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือแสตมป์ที่พระแต่ละวัดจะเขียนให้ด้วยลายมือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าได้มาเยี่ยมเยือนที่วัดแล้ว ถ้าเพื่อน ๆ อยากจะชื่นชมสถานที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นหรืออยากสะสมโกะชุอินก็ไปเที่ยวกันได้นะคะ หรือใครจะเดินเท้าเป็นโอะเฮ็นโระซังก็ขอให้พยายามเข้าค่ะ    สล็อตเว็บตรง

แนะนำรถไฟ 8 ขบวนสุดน่ารักที่สายแชะไม่ควรพลาด

แนะนำรถไฟ 8 ขบวนสุดน่ารัก

แนะนำรถไฟ 8 ขบวนสุดน่ารัก

แนะนำรถไฟ 8 ขบวนสุดน่ารัก

แนะนำรถไฟ 8 ขบวนสุดน่ารัก

รถไฟเป็นพาหนะสำคัญที่มีบทบาทต่อวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่การเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่การเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถไฟก็เป็นที่นิยมเช่นกัน บริษัทรถไฟญี่ปุ่นมากมายจึงจัดทำขบวนรถไฟที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อสร้างประสบการณ์น่าประทับใจให้กับผู้โดยสารในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวและเพื่อโปรโมทเอกลักษณ์ของท้องถิ่นด้วย

ขอแนะนำรถไฟ 8 ขบวนที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบและถ่ายรูปมาลงในโซเชียลมีเดียกันมากมาย

รถไฟ “Slow Life Train” จังหวัดชิสึโอกะ

 

รถไฟที่วิ่งจากสถานี Shinjohara (ต้นทาง) ถึงสถานี Kakegawa (ปลายทาง) ร่วมมือกับแบรนด์ผ้า “Marimekko” ที่มีชื่อเสียงของประเทศฟินแลนด์ โดยเพิ่งมีการปรับปรุงขบวนรถใหม่เมื่อปี 2021 ตัวรถภายนอกทาสีฟ้าแลดูสบายตา ภายในขบวนรถตกแต่งด้วยม่านและผ้ารองศีรษะที่มีสีสันสดใสไม่ซ้ำกัน วิ่งไปตามเส้นทางฮามะเซ็นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดชิสึโอกะ ชมความงดงามของธรรมชาติทั้งทะเลสาบฮามานะที่มีชื่อเสียงและไร่ชาอันเป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด

รถไฟ “Hanayome Noren” จังหวัดอิชิคาวะ

 

รถไฟท่องเที่ยวของ JR West ขบวนนี้ได้รับการออกแบบเพื่อมอบความสุขให้กับผู้หญิงโดยเฉพาะ ภายนอกตกแต่งโดยผสมผสานความงามแบบญี่ปุ่นด้วยแรงบันดาลใจจากงานฝีมือเครื่องเขินวาจิมะนุริและลายเส้นชุดกิโมโนคางะยูเซ็น ภายในขบวนรถก็มีความสวยงามไม่แพ้กัน ผู้โดยสารจะได้เพลินเพลินกับศิลปะของภูมิภาคโฮคุริคุที่น่าสนใจได้ทั่วทั้งรถ เก้าอี้นั่งที่หรูหรา ทางเดินที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทางเดินในสวนญี่ปุ่น ส่วนจัดแสดงที่ตกแต่งด้วยทองคำเปลวคานาซาวะ นอกจากนี้บางตู้โดยสารยังมีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับผู้โดยสารที่มาเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มจึงสามารถผ่อนคลายได้อย่างเป็นส่วนตัวมากขึ้นในขณะเดินทาง

รถไฟ Hanayome Noren วิ่งไปตามเส้นทาง JR Nanao จากสถานี Kanazawa ถึงสถานี Wakura Onsen ที่อยู่ในพื้นที่คาบสมุทรโนะโตะที่มีหาดโคอิจิและแหลมเซอิคิที่เป็นจุด power spot สำหรับผู้หญิง

รถไฟ “Ichigo EC” จังหวัดวาคายามะ

 

 

รถไฟที่วิ่งจากสถานี Wakayama ถึงสถานี Kishi ดูภายนอกให้ความรู้สึกเหมือนนมสตรอเบอรี่ด้วยตัวรถสีขาวกับรูปสตรอเบอรี่สีแดง ภายในตู้รถเป็นรถแบบธรรมดา ตกแต่งด้วยแผ่นโปสเตอร์และเก้าอี้ยาวเบาะลายสตรอเบอรี่ พนักแขนและที่จับทำด้วยไม้ให้ความรู้สึกย้อนยุค ที่สถานีปลายทางสถานี Kishi มีสวนสตรอเบอรี่เปิดให้บริการเก็บสตรอเบอรี่ในช่วงฤดูกาลด้วย

รถไฟ “Omocha Densha” จังหวัดวาคายามะ

 

รถไฟท้องถิ่นอีกขบวนที่มีต้นทางจากสถานี Wakayama ภายนอกทาสีแดงเข้ม ภายในตกแต่งด้วยสีสันสดใสให้บรรยากาศเหมือนได้ย้อนไปช่วงวัยเด็ก ทั้งเบาะที่นั่งลายตารางหมากรุก ราวจับหลากสี ในรถมีตู้กดกาชาปองและตู้จัดแสดงของเล่นให้ชมกันด้วย

รถไฟ “Tama Densha” จังหวัดวาคายามะ

 

ลำดับถัดไปยังเป็นรถไฟท้องถิ่นจากสถานี Wakayama ที่มีชื่อเสียงแม้แต่ในหมู่คนต่างชาติอย่างรถไฟทามะ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “นายสถานีแมวทามะ” ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2008 ด้านนอกขบวนรถมีตัวการ์ตูนแมวทามะในท่าทางต่างๆ 101 ตัว ส่วนภายในใช้สีสันลวดลายเข้าธีมนายสถานีแมว ส่วนราวจับทำด้วยไม้และเก้าอี้รูปแมวก็น่ารักได้ใจคนรักแมวไปเลย

รถไฟ “Medetai Densha” จังหวัดวาคายามะ

 

 

รถไฟท้องถิ่นบริษัทนันไคสายคาดะที่วิ่งระหว่างสถานี Kinoshita ถึงสถานี Kada ในจังหวัดวาคายามะ ทั้งขบวนตกแต่งเป็นรูปปลาคาร์พว่ายน้ำที่มีชื่อเสียงของเมืองคาดะ มี 3 ขบวนที่ใช้สีแตกต่างกัน สีชมพูสำหรับแม่ปลาคาร์พ “ซาจิ” สื่อถึงความสุข สีฟ้าสำหรับพ่อปลา “ไค” ที่สื่อถึงทะเลกว้าง และสีแดงสำหรับลูกปลา “นานะ” ว่ากันว่า 7 สถานีที่รถไฟวิ่งผ่านช่วยมอบพรแห่งความสุขต่างๆ กัน เช่น ความสำเร็จในหน้าที่การงาน การปลอดโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น นอกจากได้รับพรแล้วยังได้สัมผัสบรรยากาศเมืองชายทะเลและอาหารอร่อยๆ อีกด้วย

รถไฟ “Tokkyu – Aso Boy!” จังหวัดคุมาโมโต้-จังหวัดโออิตะ

 

 

รถไฟ JR Kyushu สายโฮฮิที่วิ่งระหว่างสถานี Aso ในจังหวัดคุมาโมโต้ถึงสถานี Beppu ในจังหวัดโออิตะ ทั้งขบวนตกแต่งเป็นรูปการ์ตูนสุนัข “คุโระจัง” รถไฟขบวนนี้สนับสนุนการท่องเที่ยวแบบครอบครัวที่มีเด็กอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในโลก เช่น มีบ่อลูกบอลสำหรับเด็ก ส่วนจำลองห้องชงชา และมีการจัดทำเก้าอี้เล็กสำหรับเด็กโดยเฉพาะสำหรับวิวริมหน้าต่าง ผู้โดยสารสามารถอร่อยกับอาหารที่จำหน่ายเฉพาะบนรถไฟขบวนนี้อย่างไอศครีม พุดดิ้งที่มีรูปมาสคอตหมีคุมะมงที่ทำจากนมของเมืองอาโซะที่มีชื่อเสียง

รถไฟ “Tokkyu – Kawasemi Yamasemi” จังหวัดคุมาโมโต้

 

 

รถไฟท่องเที่ยวของ JR Kyushu ที่วิ่งจากสถานี Kumamoto ถึงสถานี Hitoyoshi ตัวรถสีเขียวเข้มและสีน้ำเงินสื่อถึงนกระเต็น (Kawasemi) และนกกระเต็นขาวดำใหญ่ (Yamasemi) ที่โบยบินไปตามเส้นทางรถไฟในยุคที่การเดินทางของมนุษย์ที่ยังยากลำบาก

ภายในรถตกแต่งด้วยสีสันและลวดลายสื่อถึงนกกระเต็น และใช้วัสดุไม้ให้ความรู้สึกสงบ ผู้โดยสารสามารถชื่นชมความงามของธรรมชาติตลอดเส้นทางระหว่างฮิโตโยชิและคุมะผ่านทางหน้าต่าง โดยเฉพาะในวันที่อากาศดีจะมีโอกาสได้ชมผืนน้ำสีเขียวใสของแม่น้ำคุมะด้วย ส่วนอาหารที่จำหน่ายเฉพาะบนรถได้แก่ ข้าวกล่องที่ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลของฮิโตโยชิและคุมะ เค้กที่ทำจากผลไม้สด และเหล้าคุมะโชจู เป็นต้น ผู้โดยสารยังสามารถสนุกกับบรรยากาศการล่องแพในแม่น้ำคุมะผ่านทางเครื่องเล่นภาพเสมือนจริง (VR) ที่ให้บริการบนรถได้ด้วย  สล็อตเว็บตรง